การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรักษาโรคเบาหวาน เป็นเป้าหมายของการรักษาโรคและชะลอการดำเนินไปของโรครวมถึงป้องกันอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงความรู้ความเข้าใจ และความร่วมมือในการดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยด้วย

พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โดยโรคเบาหวานนี้มีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วน ดังนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน

“วันนี้ถ้าหากเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลงได้ ถึง 60% “

การรักษาเบาหวานแบบธรรมชาติบำบัด

การทำสมาธิ การกำหนดจิต และ โยคะ สามารถช่วยลดความเครียด (Biofeedback) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วย

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

นอกจากจะมีแนวทางการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาแผนปัจจุบันแล้ว ในปัจจุบันพบว่ามีผู่ป่วยโรคเบาหวานนิยมใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการรลดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อรักษาเบาหวานร่วมด้วย ซึ่งสามารถใช้ควบคู่กับการควบคุมเบาหวานวิธีอื่นๆได้ โดยสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่เป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย เช่น มะระขี้นก ใบหม่อน เจียวกู่หลาน เห็ดหลินจือ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรเลือกใช้สมุนไพรที่มีรายงานเรื่องประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

สมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานมีกลไกการออกฤทธิ์ได้หลายประเภท ตั้งแต่ประเภทที่ออกฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง หรือ ประเภทที่ออกฤทธิ์ต่อการกระตุ้นอินซูลิน ดังนั้นหากมีการใช้สมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้วย เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้ร่วมกัน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การรักษาเบาหวานด้วยการออกกำลังกาย

นอกจากการออกกำลังกายเป็นประจำจะสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเบาหวานแล้ว การออกกำลังกายยังสามารถช่วยควบคุมโรคเบาหวานไม่ให้ลุกลามจากอาการแทรกซ้อนต่างๆได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายควรปรับให้มีความเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน ได้แก่ ความเหมาะสมตามอายุ, อาการของโรค, การรักษาด้วยยาของผู้ป่วยแต่ละราย

“รูปแบบ และความถี่ของการออกกำลังกายจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล”

ประโยชน์จากการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ ลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ก็สามารถที่จะช่วยปรับเปลี่ยนค่าไขมัน และค่าของกรดยูริคในเลือดให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอด ช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ลดความวิตกกังวล และลดความเครียด ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ก่อนที่จะเริ่มการออกกำลังกาย เราอยากให้มีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะสมรรถภาพของหัวใจและปอด, และภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอื่นๆ (ระบบประสาทจอประสาทตา, โรคกระดูกไขข้อ) เนื่องจากผู้ป่วยควรรับรู้สถานะทางสรีรวิทยาเหล่านั้น เพราะว่าหากไม่รู้ว่ามีความผิดปกติ และฝืนออกกำลังกายก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ภาวะอุณหภูมิร่างกายเพิ่มอย่างรวดเร็ว, โรคหัวใจเฉียบพลัน เป็นต้น

ในการเลือกที่จะออกกำลังกาย ควรเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, จักรยาน, ว่ายน้ำ โดยที่เลือกประเภทให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยและให้เหมาะกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน, เป็นประจำ ส่วนการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านของกล้ามเนื้อ (มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อและเปลี่ยนส่วนสัดของร่างกาย ด้วยการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ) ควรปรับให้เหมาะสมภายใต้การควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเข้มงวด การยืดกล้ามเนื้อ การขยับตัวในกิจกรรมต่างๆ ก็ยังสามารถทำได้ในกิจกรรมประจำวันตามปกติ เช่น การเดิน, การทำงานบ้าน, การเดินขึ้นบันได กิจกรรมง่ายๆเหล่านี้ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากช่วยลดไขมันบนผนังหลอดเลือด

ความถี่ในการออกกำลังกาย

โดยทั่วไปแนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ที่ระยะเวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้ง ซึ่งสามารถเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามันมากเกินไป นอกจากนี้เราควรให้ความสนใจกับการปริมาณน้ำ หรือเหงื่อ ที่เสียไประหว่างการออกกำลังกายด้วย เพราะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่อง การออกกำลังกายสำหรับเบาหวาน)

การรักษาอาหารด้วยการควบคุมอาหาร

เป้าหมายของการควบคุมอาหาร ก็คือ การปรับปริมาณสารอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะว่าในแต่ละคนมีกิจกรรม และพื้นฐานทางสุขภาพที่แตกต่างกัน เช่น กิจวัตรประจำวัน, โรคแทรกซ้อน, และการรักษาด้วยยาที่ต่างกัน

โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติในระบบเผาผลาญที่ซับซ้อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยควรจะสามารถวางแผนการรับประทานอาหารของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจาก

  • ปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคต่อวัน ในสัดส่วนที่เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารทั้ง คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน และไขมัน รวมถึงการเลือกกินอาหารโดยคำนึงถึงคุณภาพของอาหารมากกว่าปริมาณ
  • เรียนรู้เรื่อง ค่าดัชนีน้ำตาล, Glycemic Index (GI) เพื่อช่วยวางแผนการควบคุมอาหาร

บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะปรับให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันตามปกติ และก็อาจพบปัญหาที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง แต่อย่างไรก็ตามการควบคุมอาหารนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ก้าวผ่านไปให้ได้ เพราะว่าปัจจัยหลักที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั้น ย่อมเกิดมาจากอาหารที่กินเข้าไปนั่นเอง

การควบคุม อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • ปริมาณพลังงานของอาหาร

ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวปกติ : ปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการต่อวัน ประมาณ 25-35 กิโลแคลอรี่ / น้ำหนักตัวกิโลกรัม / วัน หรือ ประมาณ 1,800-25,00 กิโลแคลอรีต่อวัน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะต้านทานหรือดื้อต่ออินซูลิน พบว่าการลดน้ำลง 5-7% อาจช่วยทำให้ร่างกาย

ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมพลังงานเพียงอย่างเดียว มักจะไม่เพียงพอที่จะลดน้ำหนัก จึงจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้เราต้องตระหนักด้วยว่า ความต้องการพลังงานของผู้สูงอายุนั้นต่ำกว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า

  • องค์ประกอบของอาหาร

โดยภาพรวมแล้วเราจะแนะนำให้กินอาหารที่มีสัดส่วนต่างๆดังนี้

– ปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ที่ 50-60% ของปริมาณพลังงานทั้งหมด
– ปริมาณโปรตีน 0.8-1 กรัม / น้ำหนักตัวกิโลกรัม / วัน (ประมาณ 20% ของแคลอรี่ทั้งหมด)

– ปริมาณไขมันประมาณ 30% ของแคลอรี่ทั้งหมด

ตัวอย่าง ปริมาณอาหารของคนวัยกลางคนที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ค่าดัชนีมวลกายปกติ มีรอบเอวปกติ และมีการออกกำลังกายระดับกลาง

– ความต้องการพลังงานรายวันจะอยู่ที่ 25 x 70 ~ 1800 kcal / วัน
– ปริมาณโปรตีน: 70 g x 4 kcal / g ~ 300 kcal (เหลือ 1,500 kcal / วัน)

– ปริมาณคาร์โบไฮเดรต: 1800 x 0,55 = 1,000 kcal (: 4 kcal / g) = 250 กรัม / วัน
– ปริมาณไขมัน: 1800 – (300 + 1,000) = 500 kcal (: 9 kcal / g) = 60 g / วัน

ดังนั้น ปริมาณสารอาหารต่อวัน (จากความต้องการพลังงาน 1,800 กิโลแคลอรี) คือ โปรตีน 70 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 250 กรัม, ไขมัน 60 กรัม

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ต้องรู้จัก ค่าดัชนีน้ำตาล ของอาหาร, และเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง แป้งโฮลวีท) เลือกกินอาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง (30 กรัมใยอาหาร / วัน) จากผักผลไม้และธัญพืช เกี่ยวกับการบริโภคไขมัน, สัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวควรน้อยกว่า 10% (แต่ถ้าระดับ LDL มากกว่า 2.5 มิลลิโมล / ลิตร ควรมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 7%) ลดปริมาณไขมันทรานส์ และนอกจากนี้ในกรณีของคนที่มีโรคไต ก็จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนแผนของการกินโปรตีนด้วย

  • ความถี่ของมื้ออาหาร

โดยทั่วไปแล้ว เราแนะนำให้แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อ (มื้อใหญ่ 3 มื้อ และมีระหว่างมื้อเป็นอาหารว่าง รวมถึงก่อนนอน) แต่หากมีการรักษาด้วยยาบางชนิด เช่น มีการรักษาด้วยอินซูลินแบบอนาล็อก ก็ให้กินอาหาร 3 มื้อตามปกติ

การควบคุมอาหารสำหรับโรคเบาหวาน

อาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานควรอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ การใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เช่น แอสปารแตม (aspartame) เป็นสารที่มีความไวต่อแสง สามารถที่จะสลายตัวได้เร็ว อาจจะทำให้สูญเสียรสหวานก่อนวันหมดอายุที่ระบุไว้หากเก็บรักษาไม่ดี การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอื่นๆ เช่น ฟรุกโตส (fructose), ซอรบิทอล (sorbitol), ไซลิทอล (xylitol), หญ้าหวาน (stevia) ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องนำสารให้ความหวานเหล่านี้มาร่วมคำนวณปริมาณแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตต่อการบริโภคประจำวัน นอกจากนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ

ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาหารเสริม และสมุนไพรลดเบาหวาน ที่แนะนำโดยเภสัชกร

กลูเซอนา อาหารทดแทนทางการแพย์ ที่มีไว้เพื่อคนที่เป็นเบาหวานโดยเฉพาะ

แคปซูล ถั่งเช่าทิเบต ผสมเห็ดหลินจือ (สารสกัดเข้มข้น)

ชาสมุนไพร ใบหม่อน ผสม เจียวกู่หลาน และเห็ดหลินจือ

เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด Glucosure Autocode

Test Strip แผ่นสำหรับเครื่องวัดน้ำตาล เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด Glucosure

เครื่องวัดความดันโลหิต Blood Pressure Monitor