วิธีรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด

0
54

วิธีรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อเรากินอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะทำการย่อยแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) เป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วจึงดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยที่อินซูลินจะทำหน้าที่นำน้ำตาลไปยังเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆเพื่อใช้ในการสร้างพลังงาน หากตับอ่อนผิดปกติ ไม่สามารถที่จะสร้างอินซูลินได้ หรือ สร้างได้น้อย หรือ เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือ การตอบสนองของอินซูลินลดลง ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ จึงทำให้มีอาการอ่อนเพลีย หิวน้ำบ่อย และเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เวลาเลือดผ่านไต น้ำตาลส่วนหนึ่งก็จึงถูกขับออกทางไตผ่านปัสสาวะ จึงเรียกว่า เบาหวาน และหากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ ก็จะทำให้มีความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆตามมา หรือที่เรียกว่า อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ปัจจุบันตามหลักการแพทย์ตะวันตกอธิบายว่า ยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆที่ทำให้โรคเบาหวานหายขาดได้ 100% เพียงแต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถเข้าสู่ระยะสงบของโรคได้ (remission) คือ ไม่แสดงอาการ และมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในค่าปกติ ทั้งนี้ระยะสงบ หรือ ภาวะสงบนี้ อาจจะยาวนานได้เป็นเดือนๆ เป็นปี หรือ หลายสิบปี ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะสงบ เหมือนรักษาเบาหวานหายขาดแล้วก็ตาม ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพื่อไม่ให้เบาหวานกลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า วิธีที่ดีที่สุด…. ก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งการป้องกันสามารถทำได้ง่ายกว่าด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน ได้แก่

  • น้ำหนักเกิน – อ้วน ขาดการเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย
  • กรรมพันธุ์ – ลูกมีโอกาสเป็นเบาหวาน 6 – 10 เท่า หากพ่อหรือ แม่เป็นเบาหวาน
  • ความเครียด – ทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ลดลง
  • การติดเชื้อโรค หรือ ใช้ยา หรือการดื่มแอลกอฮล์ – เมื่อตับอ่อนถูกทำลาย จึงไม่สามารถสร้างอินซูลินได้

หลักในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ซึ่งประกอบด้วย การใช้ยา (การฉีดอินซูลินสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 และยากินหรือฉีดอินซูลินร่วมด้วยสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2) และการปรับวิถีการดำเนินชีวิตซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากในการปรับวิถีชีวิต หรือพฤติกรรมความเป็นอยู่ ควรต้องปรับในเรื่องอาหารการกิน คือ ต้องควบคุมอาหารโดยมีเป้าหมายเพื่อให้น้ำหนักลดลงช้าๆ มากกว่าที่จะพยายามททำให้น้ำหนักเป็นปกติ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมทั้งเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ และควรออกกำลังกายอยู่เป็นประจำวันละ 30 – 60 นาที และลดการอยู่นิ่งๆ หรือนอนดูโทรทัศน์ และเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในปัจจุบัน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาด และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ก็อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้

นอกจากนี้ การให้ผู้ป่วยโรคเบาวานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งสาเหตุและการดำเนินของโรค เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เช่นเดียวกันกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว หากครอบครัวให้ความร่วมมือในการปรับเลี่ยนพฤติกรรมก็จะทำให้การรักษาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น


วิธีรักษาโรคเบาหวานในปัจจุบัน จะกำหนดเป้าหมายของการรักษาเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าใกล้เคียงกับระดับปกติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถแบ่งออกตามกลุ่มผู้ป่วย ดังนี้

  • การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1

เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จึงต้องวางแผนเรื่องการออกกำลังกาย การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และการฉีดอินซูลินแบบหลายครั้งในหนึ่งวัน (MDI)

  • การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

วิธีการรักษาได้แก่การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน การออกกำลังกาย การตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง และมีการใช้ยารักษาเบาหวานร่วมด้วย (มีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประมาณ 40% ที่ต้องฉีดอินซูลินร่วมด้วย) นอกจากการใช้ยาแผนปัจจุบันแล้ว การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกรวมทั้งการใช้สมุนไพรรักษาเบาหวานก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเช่นกัน


การรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดด้วย Stem Cell ทำได้หรือไม่

เซลล์ต้นกำเนิด หรือ Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จกับการทดลองรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ด้วย Stem Cell  ซึ่งวิธีนี้อาจเป็นหนทางในการรักษาให้หายขาดในอนาคต


การปลูกถ่ายเซลล์ในตับอ่อน เพื่อรักษาโรคเบาหวาน ทำได้หรือไม่

การปลูกถ่ายเซลล์เป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอยู่ในขั้นตอนวิจัยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทำการปลูกถ่ายสำเร็จ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายจะต้องทานยาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธเซลล์ของผู้บริจาค แต่ข้อดีก็คือเซลล์ตับอ่อนใหม่จะเริ่มสร้างและปล่อยอินซูลินเพื่อตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากต่อการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาท และตาเช่นเดียวกันกับ การปลูกถ่ายตับอ่อน ที่มักจะทำในผู้ป่วยที่มีโรคไตระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายตับอ่อนจะช่วยฟื้นฟูความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด