โรคเบาหวาน อาการและอาการแทรกซ้อน

ในปัจจุบันนี้ คนไทยเป็นเบาหวานแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน และยังมีคนที่อยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน รวมถึงคนที่ยังไม่รู้ตัวและถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานอีกไม่รู้เท่าไหร่

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เรามักรู้จักและเรียกกันติดปากว่า โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นโรค(ไม่ติดต่อ)ยอดนิยมที่คนไทยเป็น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นเบาหวาน ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนของเบาหวาน ได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่เท้าและขา ทำให้ทุกข์ร้อนทั้งตนเองและครอบครัว

โรคเบาหวานในแต่ละชนิดสามารถป้องกันได้แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะไม่สามารถป้องกันการเกิดของโรคได้ เพราะควบคุมสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ ในขณะที่โรคเบาหวานชนิด 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนักให้คง และการออกกำลังสม่ำเสมอ

เบาหวานชนิดที่ 1 – ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

เบาหวานชนิดที่ 2 – ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน

โรคเบาหวาน สาเหตุคืออะไร

สาเหตุของโรคเบาหวาน เกิดจากการที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดที่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่เรียกว่าอินซูลิน (ซึ่งผลิตโดยตับอ่อน) เกิดความผิดปกติ


เมื่ออาหารถูกย่อยและเข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะเป็นตัวนำกลูโคสออกจากเลือดและเข้าสู่เซลล์ ซึ่งจะถูกย่อยสลายเพื่อผลิตเป็นพลังงานให้กับร่างกาย


หากเป็นเบาหวาน ร่างกายของคุณไม่สามารถย่อยสลายกลูโคสให้เป็นพลังงานได้ เนื่องจากมีอินซูลินไม่เพียงพอที่จะเคลื่อนย้ายกลูโคส หรืออินซูลินที่ผลิตได้ทำงานไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่เซลล์ไม่ตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลิน

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเบาหวาน ถ้าไม่ไปเจาะเลือด….. ดังนั้นการสังเกตุอาการเริ่มแรกด้วยตัวเองอาจจะมีประโยชน์ และช่วยเราได้ ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ก็จะมาจากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงกว่าปกติ โดยสัญญาณเตือนอาจรุนแรงจนคุณไม่ทันสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคเบาหวานประเภท 2 บางคนไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน จนพบว่าตัวเองเกิดความผิดปกติเนื่องจากอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานแล้ว


อาการทั่วไปของโรคเบาหวาน

อาการทั่วไปที่พบ ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย, รู้สึกกระหายน้ำมาก, รู้สึกหิวมาก (ถึงแม้ว่าคุณกำลังกินอยู่), รู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า, มองเห็นไม่ชัด, เมื่อเกิดบาดแผล และการฟกช้ำ แผลจะหายได้ช้ากว่าปกติ, น้ำหนักตัวลดลง (แม้ว่าคุณจะทานมากขึ้น โดยอาการนี้ พบได้ในเบาหวานชนิดที่ 1), การรู้สึกชา เจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มตามปลายมือ หรือปลายเท้า ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามบางคนก็ไม่แสดงอาการรุนแรงและไม่ทันได้สังเกต ทั้งนี้การตรวจหาและรักษาโรคเบาหวานในระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนได้

รู้สึกหิวบ่อย และ อ่อนเพลีย: อาหารที่คุณกินเข้าไปจะถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสและร่างกายจะนำไปใช้เป็นพลังงาน แล้วร่างกายก็ต้องการอินซูลินเพื่อนำกลูโคสไปใช้ ดังนั้น หากร่างกายของคุณสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือหากเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองต่อซูลินที่ร่างกายสร้างขึ้น ก็จะทำให้คุณไม่มีพลังงาน และสิ่งนี้เองที่จะทำให้คุณรู้สึกหิวและเหนื่อยมากกว่าปกติ

ฉี่บ่อยขึ้น และหิวน้ำบ่อย: คนทั่วไปมักจะต้องฉี่ระหว่างสี่ถึงเจ็ดครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจถี่กว่านี้… ทำไมล่ะ? เพราะปกติร่างกายของคุณจะดูดซึมกลูโคสกลับคืนเมื่อผ่านไตของคุณ แต่เมื่อเป็นโรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ไตของคุณจึงไม่สามารถนำกลูโคสกลับคืนมาได้ทั้งหมด ทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะมากขึ้นและต้องใช้ของเหลวมากขึ้นเพื่อขับออกไป จึงทำให้ต้องไปฉี่บ่อยขึ้น ฉี่ออกมามากขึ้น และเนื่องจากคุณฉี่มาก ร่างกายจึงต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอีก เมื่อดื่มน้ำได้มาก ก็ฉี่มากขึ้นอีก วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ อีกทั้งร่างกายยังต้องการน้ำเพื่อไปลดความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือด

ปากแห้ง และคันตามผิวหนัง: เนื่องจากร่างกายเริ่มฉี่ไปมาก ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น จึงทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง และทำให้เกิดอาการคัน

มองเห็นภาพไม่ชัด: การเปลี่ยนแปลงระดับของเหลวในร่างกายอาจทำให้เลนส์ในดวงตาเกิดการบวมได้ ทำให้ตาโฟกัสภาพไม่ได้ดี จึงทำให้เห็นภาพเบลอ หรือ มอไม่ชัด

tail

“ยังมีกลุ่มคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่สูงพอที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (เราเรียกว่า ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes) ก็จะไม่แสดงอาการใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นเบาหวานเลย แต่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ก็มักจะพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในที่สุด และค่อยๆแสดงอาการออกมาภายหลัง“

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดอาการและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ภายในวันเดียว หรือ เป็นสัปดาห์ และ การมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ก็เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเบาหวานประเภท 1 แก่ลูกได้ โดยผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มักมีอาการ รู้สึกกระหายน้ำมาก, ปัสสาวะบ่อย, อ่อนเพลีย เมื่อยล้ามาก, รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา, น้ำหนักตัวลดลง, การปัสสาวะรดที่นอน, มองเห็นไม่ชัด

เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน เพราะร่างกายหันไปเผาผลาญไขมัน จนทำให้มีคีโตนมากและสะสมในเลือด จนถึงระดับอันตราย เป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่าโรคกรดคีโตคีโต (diabetic ketoacidosis)

แม้ว่าการตรวจหาโรคเบาหวานจะวินิจฉัยและทำได้ง่าย แค่เพียงไปตรวจระดับน้ำตาลก็ทราบผลแล้ว แต่ว่าส่วนที่ยุ่งยากคือการรับรู้อาการและรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องพาเด็กไปรับการตรวจ ดังนั้น การให้ความสำคัญต่อโรคเบาหวาน และการเอาใจใส่เลี้ยงดู จะช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าถึงเวลาแล้วรึยังที่จะต้องพาลูกตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยภาพรวมแล้ว อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และสัญญาณเตือน จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงทารกหรือเด็ก เช่น โรคเบาหวานอาจเป็นสาเหตุของการปัสสาวะรดที่นอนอยู่ แม้ว่าจะฝึกเด็กไม่ให้ปัสสาวะรดที่นอนแล้วก็ตาม นอกจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังสามารถเกิดได้ในทุกวัย ไม่เฉพาะแต่ในเด็กเท่านั้น

สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1


"ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานประเภท 1" แต่มีสมมติฐานเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ที่โจมตีและทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน หรือ เกิดจากพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1


แม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานประเภท 1 แต่ปัจจัยที่อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ได้แก่:


  • ประวัติครอบครัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานชนิดที่ 1
  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม: สถานการณ์เช่นการสัมผัสกับความเจ็บป่วยจากไวรัสอาจมีบทบาทบางอย่างในโรคเบาหวานประเภท 1
  • เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความเสียหาย (autoantibodies): หากตรวจพบ autoantibodies ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มี autoantibodies เหล่านี้จะเป็นเบาหวาน
  • ภูมิศาสตร์: บางประเทศเช่นฟินแลนด์และสวีเดนมีอัตราโรคเบาหวานประเภท 1 สูง

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ในโรคเบาหวานประเภท 2 จะมีการดำเนินของโรคจะอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นอาจจะใช้ระยะเวลาหลายเดือน หรือหลายปี กว่าจะสังเกตเห็นอาการ อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ รู้สึกกระหายน้ำมาก ปากแห้ง, ปัสสาวะบ่อย, อ่อนเพลีย เมื่อยล้ามาก, รู้สึกเจ็บหรือ มีอาการชา ตามปลายมือ ปลายเท้า, มีการติดเชื้อบริเวณผิวและเป็นซ้ำๆ, แผลหายช้า, มองเห็นไม่ชัด

เมื่อเป็นเบาหวาน ชนิดที่ 2 ไปนานๆ อาจเกิดการติดเชื้อรา เพราะเชื้อราหรือยีสต์ใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นอาหาร ดังนั้นเมื่อมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงมากจึงทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ โดยการติดเชื้อนี้สามารถเกิดได้ในผิวหนังที่มักจะอับชื้น เช่น ร่องนิ้ว ใต้หน้าอก และบริเวณอวัยวะเพศ

นอกจากนี้ เมื่อเป็นแผล จะทำให้แผลหายช้า เพราะการที่น้ำตาลในเลือดสูง จะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด และทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทซึ่งทำให้ร่างกายรักษาบาดแผลได้ยาก และเกิดอาการปวด เจ็บ หรือชาที่ขา หรือ ปลายเท้า

สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน


ในผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes (ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะพัฒนากกลายไปเป็นโรคเบาหวานประเภท 2) และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่า สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นี้ไม่แน่นอน แต่เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โรคอ้วน และการมีน้ำหนักเกิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ จำเป็นจะต้องอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน


  • น้ำหนัก: ยิ่งคุณมีเนื้อเยื่อไขมันมากเท่าไร เซลล์ของคุณก็จะยิ่งดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นเท่านั้น
  • ขาดกิจกรรมการใช้พลังงาน: ยิ่งคุณเคลื่อนไหวน้อยเท่าไร ความเสี่ยงของคุณก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนัก ใช้กลูโคสเป็นพลังงาน และทำให้เซลล์ของคุณไวต่ออินซูลินมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์: แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าทำไม แต่คนบางคน รวมทั้งคนผิวดำ ฮิสแปนิก อเมริกันอินเดียน และอเมริกันเชื้อสายเอเชีย มีความเสี่ยงสูง
  • อายุ: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้น อาจเป็นเพราะคุณมักจะออกกำลังกายน้อยลง ลดมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มน้ำหนักเมื่ออายุมากขึ้น แต่โรคเบาหวานประเภท 2 ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อายุน้อย
  • โรคเบาหวารขณะตั้งครรภ์: หากคุณเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขณะตั้งครรภ์ ความเสี่ยงในการเกิด prediabetes และโรคเบาหวานประเภท 2 จะเพิ่มขึ้น หากคุณให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 9 ปอนด์ (4 กิโลกรัม) คุณก็มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 ด้วย
  • กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ: สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรคถุงน้ำหลายใบ ซึ่งเป็นภาวะปกติที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ ขนขึ้นมากเกินไป และอ้วน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง: การมีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานประเภท 2
  • ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ผิดปกติ: หากมีระดับไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) หรือคอเลสเตอรอล "ดี" ในระดับต่ำ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 จะสูงขึ้น ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในเลือด ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่มีอาการแสดง อาจมีเพียงอาการหิวน้ำมากขึ้น หรือ ฉี่บ่อยขึ้น ดั้งนั้นเมื่อตั้งครรภ์ ก็ควรได้รับการฝากครรภ์ และหมอจะเป็นคนตรวจหาโรคเบาหวานในช่วงระหว่าง 24 ถึง 28 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์

สาเหตุของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์


ในระหว่างตั้งครรภ์ รกจะผลิตฮอร์โมนเพื่อรักษาการตั้งครรภ์ของคุณ ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ กลูโคสจะเข้าสู่เซลล์น้อยเกินไปและอยู่ในเลือดมากเกินไป ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์


  • อายุ: ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ครอบครัวหรือประวัติส่วนตัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากมีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือถ้าสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องมีโรคเบาหวานประเภท 2 นอกจากนี้ความเสี่ยงจะมากขึ้นหากคุณเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน และหากคุณคลอดลูกที่ตัวใหญ่มาก หรือหากคุณมีการคลอดก่อนกำหนดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • น้ำหนัก: การมีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยง
  • เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์: ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจน ผู้หญิงที่เป็นคนผิวสี ฮิสแปนิก อเมริกันอินเดียน หรือชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่า

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าความต้องการพลังงานของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดดอาการต่างๆได้ เช่น อาการสั่น ประหม่าหรือวิตกกังวล เหงื่อออก สับสน มึนหัวหรือเวียนหัว หิว ง่วงนอน เพลีย รู้สึกชาที่ริมฝีปาก ลิ้น หรือแก้ม

ซึ่งคุณอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว ผิวสีซีด มองเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะ ฝันร้ายหรือร้องไห้เมื่อคุณหลับ ปัญหาการประสานงาน อาการชัก

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เรามักรู้จักและเรียกกันติดปากว่า โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นโรค(ไม่ติดต่อ)ยอดนิยมที่คนไทยเป็น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นเบาหวาน ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนของเบาหวาน ได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่เท้าและขา ทำให้ทุกข์ร้อนทั้งตนเองและครอบครัว

โรคเบาหวานในแต่ละชนิดสามารถป้องกันได้แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะไม่สามารถป้องกันการเกิดของโรคได้ เพราะควบคุมสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ ในขณะที่โรคเบาหวานชนิด 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนักให้คง และการออกกำลังสม่ำเสมอ

อาการแทรกซ้อนโรคเบาหวาน

เบาหวานขึ้นตา

ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตาและเส้นประสาทส่วนปลาย


คุณอาจเคยได้ยินว่าโรคเบาหวานทำให้เกิดปัญหาสายตาและอาจนำไปสู่การตาบอดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะตาบอดได้สูงกว่าคนที่ไม่มีโรคเบาหวาน

ต้อหิน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน ยิ่งเป็นเบาหวานนานเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นต้อหินมากขึ้นตามอายุ


โรคต้อหินเกิดขึ้นเมื่อความดันในลูกตาสูงขึ้น โดยจะไปมีผลต่อหลอดเลือดที่นำเลือดไปยังเรตินาและเส้นประสาทตา จึงทำให้การมองเห็นจะค่อยๆ หายไป เนื่องจากเรตินาและเส้นประสาทถูกทำลาย

ต้อกระจก

ผู้ที่เป็นเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อกระจกสูงกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน และพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานจะเป็นต้อกระจกได้แม้อายุยังไม่มาก


  • ในรายที่ต้อกระจกมีอาการที่ไม่รุนแรง อาจต้องสวมแว่นกันแดดบ่อยขึ้นและใช้เลนส์ควบคุมแสงสะท้อน แต่สำหรับต้อกระจกที่มีผลต่อการมองเห็นอย่างมาก แพทย์มักจะรักษาด้วยการผ่าตัดและแทนที่ด้วยเลนส์เทียม แต่อย่างไรก็ตาม หากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี สุดท้ายก็จะเริ่มมีอาการของต้อหินตามมาในที่สุด
จอประสาทตาผิดปกติ

เบาหวานขึ้นจอตา เป็นคำทั่วไปที่เคยได้ยิน ซึ่งเป็นคำรวมๆสำหรับความผิดปกติทั้งหมดของเรตินาที่เกิดจากโรคเบาหวาน ซึ่งจะแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • non-proliferative เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรคจอประสาทตา ซึ่งเส้นเลือดฝอยที่ด้านหลังของลูกตาจะอุดตัน โดยที่ความรุนแรงของโรคจอประสาทตาแบบนี้จะแบ่งออกเป็นระยะเริ่มต้น ระยะกลาง และระยะรุนแรง ตามความรุนแรงของหลอดเลือดที่อุดตัน
  • จอประสาทตาบวม แม้ว่าภาวะจอประสาทตาบวมนี้ไม่ทำให้สูญเสียการมองเห็นในทันที แต่ผนังเส้นเลือดฝอยอาจสูญเสียความสามารถในการควบคุมการผ่านของสารระหว่างเลือดกับเรตินา ของเหลวสามารถรั่วไหลเข้าสู่ส่วนของดวงตาที่มีการโฟกัสที่จุดภาพชัด เมื่อจุดภาพชัดบวมด้วยของเหลว อาการที่เรียกว่าจุดภาพชัดบวมน้ำ การมองเห็นจะพร่ามัวและอาจสูญเสียไปโดยสิ้นเชิง
  • proliferative ในบางคนโรคจอประสาทตาจะดำเนินเรื่อยๆจนเกิดรูปแบบที่ร้ายแรงกว่าที่เรียกว่าโรคจอประสาทตาที่มีการงอกขยาย (proliferative retinopathy) ซึ่งหลอดเลือดได้รับความเสียหายจนปิดสนิท และร่างกายได้สร้างหลอดเลือดใหม่ เส้นเลือดใหม่เหล่านี้อ่อนแอและเปราะบาง จึงทำให้เกิดการรั่วไหลของเลือดได้ ทำให้มองไม่เห็น หลอดเลือดใหม่ยังสามารถทำให้เนื้อเยื่อแผลเป็นเติบโตได้ หลังจากที่เนื้อเยื่อแผลเป็นหดตัว เรตินาอาจบิดเบี้ยวหรือดึงออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่าเรตินาลอกออก
เบาหวานและเท้า

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักพบปัญหาที่เท้าได้หลายอย่าง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็อาจแย่ลงจนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ร้ายแรงได้


ปัญหาเท้ามักเกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย หรือที่เรียกว่าเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเสียวซ่า ปวด (แสบร้อนหรือแสบ) หรือเท้าอ่อนแรง นอกจากนี้ยังอาจทำให้สูญเสียความรู้สึกที่เท้า รวมถึงอาจจะได้รับบาดเจ็บโดยไม่ทราบสาเหตุ การไหลเวียนของเลือดไม่ดี หรือ เท้าผิดรูปไปเลยก็มี

ระบบประสาท

ความเสียหายของเส้นประสาทจากเบาหวาน อาจจะทำให้ไม่รู้สึก ลดความสามารถในรับรู้ความร้อน และความเย็นได้ การสูญเสียความรู้สึก จะหมายความว่า คุณไม่รู้สึกถึงอาการบาดเจ็บที่เท้า คุณอาจเหยีบบก้อนหิน มีดบาด หรือเป็นแผล ตุ่มพองโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่สังเกตเห็น ทำให้กว่าจะรู้ก็เกิดอาการผิวหนังแตกและติดเชื้อไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงของผิว

บางครั้งเท้าของคุณอาจแห้งมาก ผิวหนังอาจลอกและแตกได้ ปัญหานี้เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทที่ส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว

การไหลเวียนไม่ดี

การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่เท้าและขาตีบและแข็งตัว ทำให้หากเกิดแผล หรือการติดเชื้อก็จะทำการรักษาได้ยาก

แผลที่เท้า

แผลเกิดขึ้นบ่อยที่สุด จะเกิดที่ปลายเท้าหรือที่ด้านล่างของหัวแม่เท้า แผลที่ด้านข้างของเท้ามักเกิดจากรองเท้าที่ไม่พอดี


ต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าแผลพุพองเล็กๆน้อยๆจะไม่เจ็บ แต่การละเลยอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ต้องถูกตัดแขนหรือขาได้ในที่สุด

โรคไต

ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรองกำจัดของเสียออกจากเลือด

โรคเบาหวานสามารถทำลายไต และทำให้เกิดภาวะไตล้มเหลวได้

เบาหวานทำให้เกิดโรคไตได้อย่างไร?

เมื่อร่างกายย่อยโปรตีนที่เรากินเข้าไป กระบวนต่างๆในร่างกายก็จะเกิดของเสีย และเข้าสู่กระแสเลือด และหลอดเลือดที่ไตก็ทำหน้าที่ขับของเสียเหล่าออกไปเป็นส่วนหนึ่งของปัสสาวะ

เมื่อเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ไตทำงานหนัก หลังจากผ่านไปหลายปี ก็จะไม่สามารถกรองและดูดกลับสารต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม จนกรองโปรตีนกลับเข้ามาไม่ได้ จึงตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะทำให้อาการแย่ลงจนเกิดโรคไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย

อาการโรคไตมีอะไรบ้าง

เมื่อเส้นเลือดฝอยเล็กๆในไตถูกทำลายไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น แต่ว่าโรคไตจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าการไตใกล้จะทำงานไม่ไหวแล้ว อีกทั้งอาการของโรคไตก็ไม่จำเพาะเจาะจง อาการแรกของโรคไตมักเกิดจากของเหลวสะสม อาการอื่นๆ ของโรคไต ได้แก่ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดท้อง อ่อนแรง และขาดสมาธิ

โรคหัวใจ สมอง และหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดที่หัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเบาหวาน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เสียชีวิต 2/3 ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนที่ไม่มีโรคเบาหวานถึง 2 เท่า

เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เนื้อเยื่อสมองก็จะถูกทำลาย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดสมองอุดตัน อาจทำให้เกิดปัญหาในการเคลื่อนไหว ปวด ชา และมีปัญหากับการคิด การจำ หรือการพูด บางคนยังมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

หลอดเลือด

ตอนที่มีสุขภาพดี หลอดเลือดจะมีความยืดหยุ่น และช่วยให้เลือดสูบฉีดจากหัวใจไปได้ทุกที่ในร่างกาย ด้วยการไหลเวียนของเลือดก็จะนำพาออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย


แต่สิ่งต่างๆ เริ่มที่จะช้าหลงเมื่อระบบไหลเวียนไม่ดี เมื่อหลอดเลือแข็งตัวและแคบลง เนื่องจากการสะสมของคราบพลัค ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด จึงทำให้อวัยวะต่างๆ และหัวใจ ขาดออกซิเจน และสารอาหาร

หากเลือดไปเลี้ยงขาไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย และถ้าอยู่ในสมองก็จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

หัวใจล้มเหลว และการเต้นผิดจังหวะ

เมื่อกล้ามเนื้อในหัวใจอ่อนแอเกินกว่าจะสูบฉีดเลือดได้ จึงไม่สามารถส่งเลือดไปยังทุกส่วนของร่างกายได้เพียงพอ


การเต้นของหัวใจผิดปกติ เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือ เกิดความเสียหายต่อหัวใจ มีผลต่อคลื่นไฟฟ้าที่ทำให้หัวใจเต้น

ความดันโลหิตสูง

2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคเบาหวาน มักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเมื่อมีความดันโลหิตสูงหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และปัญหาอื่นๆ ก็ย่อมเพิ่มขึ้น

DKA (ketoacidosis)

ภาวะ ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะร้ายแรงที่สามารถนำไปสู่อาการโคม่าจากเบาหวาน (หมดสติเป็นเวลานาน) หรือแม้แต่เสียชีวิต

หากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงานได้อย่างเพียงพอกับความต้อง ร่างกายก็จะเริ่มเผาผลาญไขมันเพื่อเป็นพลังงานแทน ซึ่งทำให้เกิดคีโตนโนเลือด ซึ่งที่จะใช้กลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานปกติของร่างกาย เมื่อคีโตนสะสมในเลือด คีโตนจะทำให้เป็นกรดมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าโรคเบาหวานของคุณไม่สามารถควบคุมได้หรือคุณกำลังป่วย

สัญญาณเตือนของ DKA คืออะไร

DKA มักจะค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการอาเจียน นี่เป็นสัญญานเตือนว่าอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง


อาการเริ่มแรก ได้แก่ หิวน้ำหรือปากแห้งมาก ปัสสาวะบ่อย ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ระดับคีโตนในปัสสาวะสูง

อาการอื่นๆที่ตามมา ได้แก่ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ผิวแห้งหรือแดง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง หายใจลำบาก หายใจมีกลิ่น สับสน ขาดสมาธิ

มีระดับคีโตนสูง ต้องทำอย่างไร

รีบพบหมอ ทันทีหากตรวจพบเงื่อนไขต่อไปนี้

  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง
  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง ร่วมกับ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง และอาเจียนมากกว่าสองครั้งในสี่ชั่วโมง
  • อย่าออกกำลังกายเมื่อเมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง
ตรวจคีโตนเองได้อย่างไร

สามารถตรวจหาคีโตนด้วยการทดสอบปัสสาวะ โดยใช้แผ่นทดสอบ ซึ่งคล้ายกับแถบตรวจเลือด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้ตรวจปัสสาวะของคุณเพื่อหาคีโตนเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณมากกว่า 240 มก./ดล. และหากเจ็บป่วย เช่น เมื่อเป็นหวัด ให้ตรวจดูคีโตนทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง

DKA เกิดจากอะไร?

เหตุผลพื้นฐานที่ทำให้คีโตนในร่างกายสูงกว่าปกติ ได้แก่


  • อินซูลินมีไม่เพียงพอ หรือ ร่างกายต้องการอินซูลินมากกว่าปกติเนื่องจากการเจ็บป่วย
  • ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เช่น เมื่อคุณป่วย ก็จะเบื่ออาหาร ทำให้ร่างกายนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานแทน
  • ปฏิกิริยาของอินซูลิน (น้ำตาลในเลือดต่ำ) หากทำการตรวจคีโตนในตอนเช้าแล้วมีค่าสูง อาจเป็นผลมาจากปฏิกิริยาของอินซูลินขณะนอนหลับ
โรคทางระบบประสาท

ความเสียหายของเส้นประสาทที่เกิดจากโรคเบาหวาน เป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี


แต่หากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ก็จะเป็นการช่วยป้องกันหรือชะลอความเสียหายของเส้นประสาทได้

เมื่อระบบประสาทเกิดความเสียหาย ย่อมส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะเพศ หัวใจและหลอดเลือด ต่อมเหงื่อ และดวงตา


ระบบย่อยอาหาร: อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้และอาเจียน ท้องร่วง ท้องผูก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยาก

ระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะบ่อยมาก หรือ ไม่เพียงพอ รู้สึกเหมือนต้องปัสสาวะเมื่อไม่ปัสสาวะ หรือปัสสาวะรั่ว ไม่รู้สึกว่าต้องปัสสาวะแม้ว่ากระเพาะปัสสาวะจะเต็ม และติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

ระบบสืบพันธ์ุ: มีปัญหาในการแข็งตัวของอวัยวะเพศในผู้ชาย และมีอาการช่องคลอดแห้งในผู้หญิง

ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เวียนหัวเป็นลม หัวใจของฉันเต้นเร็วเกินไป

ตา: ปรับแสงไม่ได้ มองไม่ชัด

ปลายประสาทอักเสบ

อาการ ปลายประสาทอักเสบ เป็นความผิดปกติชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่งผลต่อเส้นประสาทในมือ เท้า ขา และแขน โดยทั่วไปจะเริ่มที่เท้า และมักจะเริ่มที่เท้าทั้งสองข้างพร้อมกัน

อาการที่บ่งบอก ได้แก่ รู้สึกชา อ่อนเรง รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่มือ-เท้า มีอาการปวดแสบปวดร้อน และไวต่อความรู้สึกมาก เกิดความรู้สึกร้อนหรือเย็น หรือ อาจจะ่สูญเสียความรู้สึกไปเลย ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้ว่าจะเป็นแผล

ระบบประสาทอัตโนมัติ

โรคระบบประสาทอัตโนมัติส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะเพศ รวมถึงอวัยวะอื่นๆ


กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน เป็นอาการทั่วไปที่พบได้บ่อย เมื่อกระเพาะปัสสาวะไม่ตอบสนองต่อแรงกดตามปกติ คือ ไม่รู้สึกปวดฉี่ ก็จะทำให้ปัสสาวะค้างอยู่อย่างนั้น แล้วก็จะนำไปสู่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

หย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดความผิดปกติ


อาการท้องร่วง และอาการท้องผูก อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมลำไส้เล็กเสียหาย และช่องท้องก็ได้รับผลกระทบ จากการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนย้ายอาหารผ่านระบบย่อยอาหาร ทำให้อาเจียนและท้องอืด ภาวะนี้เรียกว่า gastroparesis

ความผิดปกติทางผิวหนัง

โรคเบาหวานสามารถส่งผลกระทบต่อทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการทางผิวหนังได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อรา และอาการคัน นอกจากนี้ยังมีโรคผิวหนังจากเบาหวานอื่นๆอีก เช่น diabetic dermopathy, necrobiosis lipoidica diabeticorum, diabetic blisters, and eruptive xanthomatosis

ติดเชื้อแบคทีเรีย

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียมากกว่าคนอื่นๆ และเมื่อมีการติดเชื้อ มักจะพบอาการอักเสบบวม แดง และเจ็บปวด บริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อแบคทีเรียได้บ่อย ได้แก่

  • Styes (การติดเชื้อของต่อมของเปลือกตา)
  • Folliculitis (การติดเชื้อของรูขุมขน)
  • Carbuncles (การติดเชื้อลึกของผิวหนังและเนื้อเยื่อข้างใต้)
  • การติดเชื้อรอบเล็บ
ติดเชื้อรา

เชื้อราที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานมักเป็น Candida albicans เชื้อราที่มีลักษณะเหมือนยีสต์นี้ สามารถสร้างผื่นคันตามบริเวณที่ชื้นและเป็นสีแดง ซึ่งรายล้อมไปด้วยตุ่มน้ำเล็กๆ และเกล็ดเล็กๆ การติดเชื้อเหล่านี้มักเกิดขึ้นในบริเวณที่อุ่นและชื้นของผิวหนัง บริเวณที่มีปัญหาอยู่ใต้หน้าอก รอบเล็บ ระหว่างนิ้วและนิ้วเท้า ที่มุมปาก ใต้หนังหุ้มปลายลึงค์ และในรักแร้และขาหนีบ

การติดเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ อาการคันเท้า กลาก และการติดเชื้อในช่องคลอดที่ทำให้เกิดอาการคัน

คำถามที่พบบ่อย


โรคเบาหวาน ภาษาอังกฤษคืออะไร

โรคเบาหวาน ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า diabetes โดย โรคเบาหวานที่พูดถึงส่วนมาก มักจะหมายถึง โรคเบาหวานประเภท 2 ที่จะเริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย (เด็กและวัยรุ่นก็อาจเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 นี้ได้เช่นกัน) โรคเบาหวานประเภท 2 เป็นภาวะเรื้อรังที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (กลูโคส) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานชื่อว่าอะไร?

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาล (กลูโคส) เป็นพลังงานเรียกว่าอินซูลิน โดยฮอร์โมนอินซูลินนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยร่างกายในตับอ่อน และเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ก็จำเป็นต้องฉีด หรือรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังนั้น ทุกคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานที่พึ่งพาอินซูลินตั้งแต่ในเด็ก) ส่วนมาก็จะได้รับการบำบัดด้วยอินซูลิน ในขณะที่ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 บางคนจะต้องฉีดอินซูลินด้วย โดยอินซูลินมีอยู่หลายประเภท และโครงสร้างทางเคมีที่ต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาในการออกฤทธิ์

อินซูลิน ถูกสร้างขึ้นมาจากตับอ่อน จริงหรือเปล่า

อวัยวะในร่างกายที่สร้างอินซูลินคือตับอ่อน โดยตับอ่อนนี้จะมีขนาดเท่ามือ มีตำแหน่งตั้งอยู่หลังส่วนล่างของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ และสร้างฮอร์โมน รวมทั้งอินซูลิน ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ต่างกันอย่างไร?

โรคเบาหวานประเภท 1 เคยถูกเรียกว่าเบาหวานในเด็ก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กอันเป็นผลมาจากตับอ่อนที่มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด ซึ่งทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือ ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย ในทางตรงกันข้ามกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เคยถูกเรียกว่าเบาหวานที่เริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยในภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายมีปัญหาเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่ออินซูลินที่ผิดปกติ และไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ รวมถึงอาจมีความผิดปกติในการผลิตอินซูลินของตับอ่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบไหนที่คนเป็นมากกว่ากัน?

โรคเบาหวานประเภท 2 มีคนเป็นมากกว่าโดยคิดเป็นประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ซึ่งพบได้บ่อยกว่าโรคเบาหวานประเภท 1

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็น โรคเบาหวานประเภท 2 คืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 คือการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โดยเกือบ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ การตั้งครรภ์ ความเครียด ยาบางชนิด พันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว และคอเลสเตอรอลสูง

โรคเบาหวานประเภท 2 จะป้องกันได้หรือไม่?

ใช่แล้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดน้ำหนักเพียง 5-10% ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกาย อาจป้องกันหรือชะลอการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 ในบุคคลที่มีความเสี่ยง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 คือการรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง เพิ่มกิจกรรม และลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกิน

การกินหวาน หรือ น้ำตาลมากเกินไปทำให้เป็นเบาหวานได้จริงหรือ?

เป็นความเข้าใจที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า การกินน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นเป็นกรรมพันธุ์ และไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและวิถีชีวิต เมื่อกินหวาน หรือ น้ำตาล มากขึ้น ก็จะได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้อ้วน มีน้ำหนักเกิน จนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในงานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะมีผลต่อการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหวาน เช่น โซดาปกติ ฟรุตพันช์ เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอื่นๆ เพื่อช่วยป้องกันโรคเบาหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) และสามารถให้พลังงานได้หลายร้อยแคลอรีต่อหนึ่งมื้อ!

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอะไรบ้าง?

อาการของโรคเบาหวาน ที่พบได้ทั่วไป เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย และเมื่อยล้า ซึ่งอาการต่างๆก็จะเกิดจากภาวะของระดับน้ำตาลในเลือดสูง (ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง)

อย่างไรก็ตาม อาการอาจไม่ปรากฏในตอนแรกเนื่องจากอาการของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อเวลาผ่านไปจึงค่อยเกิดอาการต่างๆตามมา เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยล้า กระสับกระส่าย คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดความสับสน ง่วงซึม และแม้กระทั่งหมดสติ (โคม่าจากเบาหวาน ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์)

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

Summary
โรคเบาหวาน อาการ
Article Name
โรคเบาหวาน อาการ
Description
คนเป็นโรคเบาหวาน อาจจะมีอาการให้เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามบางคนก็ไม่แสดงอาการรุนแรงและไม่ทันได้สังเกต ทั้งนี้การตรวจหาและรักษาโรคเบาหวานในระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนได้
Author