About utaka

This author has not yet filled in any details.
So far utaka has created 24 blog entries.

ชาใบหม่อน ซื้อที่นี่ดีที่สุดแล้ว – สมุนไพรแก้เบาหวาน ชาสมุนไพรลดระดับน้ำตาลในเลือด ตรา อูทากะ

ชาใบหม่อนแก้อะไรใบอ่อนและใบแก่ของต้นหม่อน สามารถนำมาทำเป็นชาเขียว ชาดำ ชาจีน ชงกับน้ำดื่มได้ โดยมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง และในปัจจุบันได้มีการแปรรูปใบหม่อนเป็นผลิตภัณฑ์ชา ทั้งชาเขียวและชาดำ ที่ใช้ชงกับน้ำดื่มเช้าและเย็นชาใบหม่อนกินตอนไหนดีการชงชาใบหม่อน ควรชงด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 80-90 องศาเซลเซียส เพื่อทำให้สารสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่ในใบหม่อนละลายออกมา และควรชงทิ้งไว้นานอย่างน้อย 6 นาที ก่อนนำมาดื่ม เพื่อให้ได้คุณค่าทางสูงสุด และถ้าสารสำคัญละลายออกมากับน้ำร้อนแล้ว ก็สามารถทิ้งไว้ให้เย็น หรือ นำมาดื่มในรูปแบบเย็น ใช้ดื่มแทนน้ำเปล่าได้ตลอดวัน แต่หากต้องการเน้นเรื่องลดเบาหวาน ก็ควรดื่มพร้อมมื้ออาหาร เนื่องจากสารสำคัญในใบหม่อนจะได้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชาใบหม่อน ราคา โปรโมชั่น และการสั่งซื้อ ชาสมุนไพร ใบหม่อน เจียวกู่หลาน เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ตราอูทากะ 1 ห่อ บรรจุ 10 ซอง (ซองละ 4

วิธีดูแลตนเอง – จะปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อเป็นเบาหวาน

วัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองได้ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการรักษา และเพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานรู้จักแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้เอง นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยงจากอาการแทรกซ้อน ดังนั้นการดูแลตนเองจึงควรเริ่มต้นเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ดังนี้ ยารักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ชื่ออะไร มีวิธีกิน มีผลข้างเคียงของยาอย่างไรบ้าง มีวิธีเลือกอาหารสำหรับโรคเบาหวานได้อย่างไร การเลือกกิจกรรมทางกาย หรือการออกกำลังกาย การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองทำได้อย่างไร การบันทึกผลเลือด และเรียนรู้วิธีการปรับยารักษาโรคเบาหวาน "โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการควบคุมดูแลรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การสูญเสียอวัยวะ หรือการเสียชีวิต โดยที่ในประเทศไทย อาจพบผู้ที่เป็นเบาหวานได้ในอัตราร้อยละ 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป " การรักษาเบาหวานต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย คนในครอบครัว หรือผู้ดูแล และแพทย์หรือทีมงานเบาหวาน อย่างไรก็ดี การที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะดูแลตนเองได้ จะต้องมีความรู้โรคเบาหวาน และสร้างทักษะเพื่อการดูแลตนเองก่อน และผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต การสร้างทักษะเพื่อการดูแลตนเอง ได้แก่ การตั้งเป้าหมาย และวางแผนการรักษา, การปฎิบัติ, การประเมินและติดตามผล การตั้งเป้าหมายในการรักษาโรคเบาหวาน

คําแนะนําสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง โดยมีกรรมพันธุ์ และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสียง ซึ่งโรคเบาหวานมีสาเหตุเกิดจากจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอ ร่างกายจึงไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ให้เกิดเป็นพลังงานแก่ร่างกายได้ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ในหลายระบบของร่างกายทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง เช่น อาการเบาหวานขึ้นตา โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง รวมถึงการสูญเสียเท้าจากแผลเบาหวาน ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการวินิจฉัย และการดูแลรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็ว และมีความต่อเนื่อง และยังต้องมีความรู้และข้อมูลอย่างเพียงพอเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเป้าหมายของการรักษา ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย "โรคเบาหวานจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สามารถพบได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมได้และต้องใช้เวลาในการรักษานาน หรือตลอดชีวิต วิธีที่ใช้รักษาโรคเบาหวานในปัจจุบัน ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และกินยาตามคำแนะนำของแพทย์ " โรคเบาหวาน แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีสาเหตุเกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย จึงต้องใช้วิธีรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเข้าไปทดแทน มักเกิดในคนอายุน้อยและผอม พบได้ไม่มากประมาณ 5 -

วิธีรักษาโรคเบาหวานด้วยตัวเอง

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรักษาโรคเบาหวาน เป็นเป้าหมายของการรักษาโรคและชะลอการดำเนินไปของโรครวมถึงป้องกันอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงความรู้ความเข้าใจ และความร่วมมือในการดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยด้วย พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โดยโรคเบาหวานนี้มีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วน ดังนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน "วันนี้ถ้าหากเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลงได้ ถึง 60% " การรักษาเบาหวานแบบธรรมชาติบำบัด การทำสมาธิ การกำหนดจิต และ โยคะ สามารถช่วยลดความเครียด (Biofeedback) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วย การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร นอกจากจะมีแนวทางการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาแผนปัจจุบันแล้ว ในปัจจุบันพบว่ามีผู่ป่วยโรคเบาหวานนิยมใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการรลดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อรักษาเบาหวานร่วมด้วย ซึ่งสามารถใช้ควบคู่กับการควบคุมเบาหวานวิธีอื่นๆได้ โดยสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ที่เป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย เช่น

ภาวะแทรกซ้อน หรือ อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน คืออะไร

เบาหวานทุกชนิด สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ทำให้เกิดโรค และความผิดปกติได้ในหลายๆส่วนของร่างกาย ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และคุณภาพชีวิตลดลง เมื่อปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง ก็จะสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทั้งผลกระทบต่อหัวใจ ดวงตา ไต และ ระบบประสาท ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น แบบเฉียบพลัน (ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง, ketoacidosis) และ แบบเรื้อรัง (โรคไต, โรคระบบประสาท, เบาหวานขึ้นตา, หลอดเลือดหัวใจตีบ, ภาวะซึมเศร้า, โรคสมอง) คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานมักจะไม่ทราบว่าตัวเองเกิดอาการแทรกซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่สามารถตรวจพบได้จากการคัดกรองผู้ป่วย โดยการรักษาจะต้องครอบคลุมทั้งอาหาร การออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักตัว และต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2 ถึง 3 เท่า 1 ใน 3 ของคนที่เป็นเบาหวาน สูญเสียการมองเห็นจากภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา มีจำนวนคนที่เป็นโรคเบาหวานป่วยเป็นภาวะโรคไตขั้นสุดท้ายมากกว่ากลุ่มคนจากโรคอื่นๆ 10 เท่า ทุกๆ 30 วินาที จะมีคนจากที่ใดที่หนึ่งในโลก ถูกตัดอวัยวะส่วนหนึ่งจากขา หรือ เท้าด้วยสาเหตุจากโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดความผิดปกติต่อหลอดเลือด โดยที่โรคเบาหวานขึ้นตา (เบาหวานขึ้นจอประสาทตา) เกิดจากความผิดปกติต่อหลอดเลือดบริเวณเนื้อเยื่อที่ไวต่อแสงที่ด้านหลังของตา (เรตินา) ในตอนแรกอาการเบาหวานขึ้นตาอาจไม่แสดงอาการ หรือมีทำให้เกิดปัญหาเรื่องการมองเห็น แต่หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้สูญเสียการมองเห็น และตาบอดได้ ในที่สุด และไม่ว่าคุณจะเป็นเบาหวานชนิดใดก็ตาม ถ้าหากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ก็จะทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนตามมามากขึ้นเท่านั้น "ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มในการเกิดต้อกระจกสูงกว่าผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวาน 2-5 เท่า และมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินได้สูงกว่าผู้ที่ไม่มีโรคเบาหวานถึง 2 เท่า " อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา อาการของโรคเบาหวานขึ้นตา หรือ เบาหวานขึ้นจอประสาทตานี้ มักจะส่งผลต่อดวงตาทั้งสองข้าง โดยมีอาการต่างๆที่พบได้ดังนี้ มองเห็นเป็นจุด หรือ เส้นดำๆลอยอยู่ (floaters) มองเห็นภาพซ้อน การมองเห็นที่ผันผวน การมองเห็นสีที่บกพร่อง มองเห็นบางส่วนเป็นพื้นที่มืด หรือว่างเปล่า การสูญเสียการมองเห็น สาเหตุของอาการเบาหวานขึ้นตา

ค่าน้ำตาลในเลือด ปกติควรเป็นเท่าไหร่ – ตารางระดับน้ำตาลในเลือด

การทำความเข้าใจ และเรียนรู้เรื่องระดับน้ำตาลในเลือด จัดเป็นเรื่องสำคัญของการควบคุม หรือการรักษาโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปตลอดทั้งวัน และยังมีความแตกต่างกันในแต่ละคนด้วย โดยที่ระดับน้ำตาลในเลือดมักจะต่ำที่สุดก่อนอาหารเช้า และ มักจะสูงที่สุดในไม่กี่ชั่วโมงหลังอาหาร โดยในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีการกำหนดเป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดเป็นช่วงๆ โดยที่การกำหนดเป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ เช่น อายุ เงื่อนไขสุขภาพอื่น ๆ หรือ ภาวะเจ็บป่วย ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาเรื่องการมองเห็น ไต สมอง นิสัยส่วนตัว และปัจจัยในการดำเนินชีวิต ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ความตึงเครียด "เป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน " ค่าระดับน้ำตาลในเลือดตามเกณฑ์มาตฐาน ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ระยะเวลาต่างๆ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 หรือ เบาหวานในขณะตั้งครรภ์ โดยอ้างอิงตาม American Diabetes Association (ADA), Joslin Diabetes

อาการของโรคเบาหวานในระยะแรก มีอะไระบ้าง

อาการทั่วไปของโรคเบาหวาน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย, รู้สึกกระหายน้ำมาก, รู้สึกหิวมาก (ถึงแม้ว่าคุณกำลังกินอยู่), รู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า, มองเห็นไม่ชัด, เมื่อเกิดบาดแผล และการฟกช้ำ แผลจะหายได้ช้ากว่าปกติ, น้ำหนักตัวลดลง (แม้ว่าคุณจะทานมากขึ้น โดยอาการนี้ พบได้ในเบาหวานชนิดที่ 1), การรู้สึกชา เจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มตามปลายมือ หรือปลายเท้า ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามบางคนก็ไม่แสดงอาการรุนแรงและไม่ทันได้สังเกต ทั้งนี้การตรวจหาและรักษาโรคเบาหวานในระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ "ยังมีกลุ่มคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่สูงพอที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (เราเรียกว่า ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes) ก็จะไม่แสดงอาการใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นเบาหวานเลย แต่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ก็มักจะพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในที่สุด และค่อยๆแสดงอาการออกมาภายหลัง" อาการของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ในโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดอาการและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ภายในวันเดียว

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือ อะไร

โรคเบาหวานโดยนิยามทางวิชาการจัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs หรือ non-communicable diseases) คือ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ เบาหวานเป็นภาวะโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและครอบครัว โรคเบาหวานมีสาเหตุเกิดจากอะไร โรคเบาหวานเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาล (กลูโคส) เข้าเซลล์ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ในการสร้างพลังงาน ดังนั้น หากไม่มีอินซูลินเป็นตัวช่วย น้ำตาลก็จะถูกสะสมในกระแสเลือด ซึ่งปัญหาแทรกซ้อนทางสุขภาพในระยะยาวจากโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นผลจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาอย่างยาวนาน โรคเบาหวานมีอาการอย่างไร สัญญาณและอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยที่หลายๆคนเป็นโรคเบาหวานมานานแต่ยังไม่รู้ตัว อาการของโรคเบาหวาน ได้แก่ หิวน้ำ หรือ กระหายน้ำ, ปัสสาวะบ่อย, ความหิวเพิ่มขึ้น, น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ, อ่อนเพลียเมื่อยล้า, มองเห็นภาพซ้อน, แผลหายช้า, เกิดการติดเชื้อบ่อยๆ โรคเบาหวานมีกี่ชนิด โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด โดยมีรายละเอียดดังนี้ โรคเบาหวานชนิดที่1 โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (มีประมาณ 5% ของคนที่เป็นเบาหวาน) และโรคเบาหวานประเภท 1 นี้ ไม่ใช่โรคในวัยเด็ก มันเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ ในคนทุกเชื้อชาติ และในคนทุกรูปร่าง

ลืมกินยารักษาโรคเบาหวาน ต้องทำอย่างไร

เราเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยลืมกินยากันบ้าง และหากลืมกินยาไปถ้านึกขึ้นได้ก็จะเกิดความกังวลขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งผลที่ตามมาของการลืมกินยา อาจจะเกิดมากหรือน้อยนั้นขึ้นกับอาการ และชนิดของยาที่ต้องกิน หากพูดถึงยาสำหรับรักษาโรคเบาหวาน เราขอแนะนำวิธีปฎิบัติหากลืมกินยาดังนี้ ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร จะออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตับอ่อนให้สร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมา เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลได้พอดีกับระดับน้ำตาลที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ซึ่งการรับประทานยาแล้วไม่รับประทานอาหาร หรือการรับประทานยาช้ากว่าปกติเป็นเวลานานอาจทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่พอดีกับระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม โดยทั่วไปแล้วยารุ่นเก่า จะแนะนำให้กินก่อนอาหารประมาณ 30 นาที ส่วนยารุ่นใหม่สามารถกินก่อนอาหารทันทีได้ #ถ้าลืมกินยาก่อนอาหาร ให้กินทันทีที่นึกได้ ไม่เกิน 30 นาทีหลังกินอาหาร เช่น กินยาพร้อมอาหารไปเลย หรือ กินยาหลังอาหารทันที แต่ถ้านึกได้หลังจากเลยเวลากินอาหารนานเป็นชั่วโมงๆแล้ว ให้ข้ามไปกินยาในมื้อต่อไปเลย โดยให้กินยาตามปกติ ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า ยาที่ต้องกินพร้อมอาหาร จะออกฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด จึงควรกินพร้อมกับมื้ออาหาร โดยทั่วไปแนะนำให้กินพร้อมกับอาหารคำแรก #ถ้าลืมกินยาพร้อมอาหาร อาจจะกินยาหลังอาหารทันทีก็ได้ แต่ประสิทธิผลของยาจะน้อยกว่าการกินยาพร้อมอาหาร สำหรับมื้อไหนที่ไม่ได้กินอาหาร ก็ไม่จำเป็นต้องกินยากลุ่มนี้ ยาที่ต้องกินหลังอาหาร จะออกฤทธิ์ช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ ใช้น้ำตาลในกระแสเลือดที่ดูดซึมหลังรับประทานอาหารเพื่อไปเก็บสะสมหรือเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ดีขึ้น (เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน) จึงสามารถกินยาเหล่านี้หลังอาหารได้ทันที ยาหลังอาหารมีหลายกลุ่มด้วยกัน และหลายๆคนอาจต้องกินยาหลังอาหารมากกว่า 1 ชนิด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น