วิธีรักษาโรคเบาหวานด้วยตัวเอง

0
286

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรักษาโรคเบาหวาน หรือเพื่อชะลอการลุกลามเติบโตของโรค รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงความรู้ความเข้าใจ และความร่วมมือในการดูแลรักษาตนเองของผู้ป่วยด้วย

พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวานประเภทที่ 2  โดยโรคเบาหวานนี้มีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วน ดังนั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

วันนี้ถ้าหากเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลงได้ ถึง 60%

วิธีรักษาโรคเบาหวานด้วยตัวเองสามารถทำได้หลายวิธีควบคู่กันไป ได้แก่

การรักษาโรคเบาหวานด้วยธรรมชาติบำบัด

การทำสมาธิ การกำหนดจิต และ โยคะ สามารถช่วยลดความเครียด (Biofeedback) ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ด้วย

การรักษาเบาหวานด้วยสมุนไพร

นอกจากจะมีแนวทางการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาแผนปัจจุบันแล้ว ในปัจจุบันพบว่ามีผู่ป่วยโรคเบาหวานนิยมใช้สมุนไพรช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อรักษาเบาหวานร่วมด้วย  ซึ่งสามารถใช้ควบคู่กับการควบคุมเบาหวานวิธีอื่นๆได้ โดยสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดที่เป็นที่นิยมใช้แพร่หลาย เช่น มะระขี้นก ใบหม่อน เจียวกู่หลาน เห็ดหลินจือ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ควรเลือกใช้สมุนไพรที่มีรายงานเรื่องประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเบาหวาน มีกลไกการออกฤทธิ์ได้หลายประเภท ตั้งแต่ประเภทที่ออกฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง หรือ ประเภทที่ออกฤทธิ์ต่อการกระตุ้นอินซูลิน ดังนั้นหากมีการใช้สมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้วย เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้ร่วมกัน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การรักษาเบาหวานด้วยการออกกำลังกาย

นอกจากการออกกำลังกายเป็นประจำจะสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเบาหวานแล้ว การออกกำลังกายยังสามารถช่วยควบคุมโรคเบาหวานไม่ให้ลุกลามจากอาการแทรกซ้อนต่างๆได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายควรปรับให้มีความเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน ได้แก่ ความเหมาะสมตามอายุ, อาการของโรค, การรักษาด้วยยาของผู้ป่วยแต่ละราย

รูปแบบและความถี่ของการออกกำลังกาย จำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ประโยชน์จากการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยระบบการเผาผลาญ ลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ก็สามารถที่จะช่วยปรับเปลี่ยนค่าไขมัน และค่าของกรดยูริคในเลือดให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอด ช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ลดความวิตกกังวล และลดความเครียด ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ก่อนที่จะเริ่มการออกกำลังกาย เราอยากให้มีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะสมรรถภาพของหัวใจและปอด, และภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอื่นๆ (ระบบประสาทจอประสาทตา, โรคกระดูกไขข้อ) เนื่องจากผู้ป่วยควรรับรู้สถานะทางสรีรวิทยาเหล่านั้น เพราะว่าหากไม่รู้ว่ามีความผิดปกติ และฝืนออกกำลังกายก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ภาวะอุณหภูมิร่างกายเพิ่มอย่างรวดเร็ว, โรคหัวใจเฉียบพลัน เป็นต้น

ในการเลือกที่จะออกกำลังกาย ควรเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง, เดินเร็ว, จักรยาน, ว่ายน้ำ โดยที่เลือกประเภทให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยและให้เหมาะกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน, เป็นประจำ ส่วนการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านของกล้ามเนื้อ (มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อและเปลี่ยนส่วนสัดของร่างกาย ด้วยการเพิ่มอัตราการเผาผลาญ) ควรปรับให้เหมาะสมภายใต้การควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเข้มงวด การยืดกล้ามเนื้อ การขยับตัวในกิจกรรมต่างๆ ก็ยังสามารถทำได้ในกิจกรรมประจำวันตามปกติ เช่น การเดิน, การทำงานบ้าน, การเดินขึ้นบันได กิจกรรมง่าย ๆ เหล่านี้ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากช่วยลดไขมันบนผนังหลอดเลือด

ความถี่ในการออกกำลังกาย

โดยทั่วไปแนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ที่ระยะเวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้ง ซึ่งสามารถเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายขึ้นได้เรื่อยๆ จนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามันมากเกินไป นอกจากนี้เราควรให้ความสนใจกับการปริมาณน้ำ หรือเหงื่อ ที่เสียไประหว่างการออกกำลังกายด้วย เพราะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน

การรักษาเบาหวานด้วยการควบคุมอาหาร

เป้าหมายของการควบคุมอาหาร ก็คือ การปรับปริมาณสารอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะว่าในแต่ละคนมีกิจกรรม และพื้นฐานทางสุขภาพที่แตกต่างกัน เช่น กิจวัตรประจำวัน, โรคแทรกซ้อน, และการรักษาด้วยยาที่ต่างกัน

โรคเบาหวานเป็นความผิดปกติในระบบเผาผลาญที่ซับซ้อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยควรจะสามารถวางแผนการรับประทานอาหารของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจาก

  • ปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคต่อวัน ในสัดส่วนที่เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารทั้ง คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน และไขมัน รวมถึงการเลือกกินอาหารโดยคำนึงถึงคุณภาพของอาหารมากกว่าปริมาณ
  • เรียนรู้เรื่อง ค่าดัชนีน้ำตาล, Glycemic Index (GI) เพื่อช่วยวางแผนการควบคุมอาหาร

บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะปรับให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันตามปกติ และก็อาจพบปัญหาที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง แต่อย่างไรก็ตามการควบคุมอาหารนี้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ก้าวผ่านไปให้ได้ เพราะว่าปัจจัยหลักที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั้น ย่อมเกิดมาจากอาหารที่กินเข้าไปนั่นเอง

การควบคุม อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้:

1. ปริมาณพลังงานของอาหาร

ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวปกติ : ปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการต่อวัน ประมาณ 25-35 กิโลแคลอรี่ / น้ำหนักตัวกิโลกรัม / วัน   หรือ ประมาณ 1,800-25,00 กิโลแคลอรีต่อวัน

ในกรณีที่ผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะต้านทานหรือดื้อต่ออินซูลิน พบว่าการลดน้ำลง 5-7% อาจช่วยทำให้ร่างกาย
ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมพลังงานเพียงอย่างเดียว มักจะไม่เพียงพอที่จะลดน้ำหนัก จึงจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้เราต้องตระหนักด้วยว่า ความต้องการพลังงานของผู้สูงอายุนั้นต่ำกว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า

2. องค์ประกอบของอาหาร

โดยภาพรวมแล้วเราจะแนะนำให้กินอาหารที่มีสัดส่วนต่างๆดังนี้
– ปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ที่ 50-60% ของปริมาณพลังงานทั้งหมด,
– ปริมาณโปรตีน 0.8-1 กรัม / น้ำหนักตัวกิโลกรัม / วัน (ประมาณ 20% ของแคลอรี่ทั้งหมด)
– ปริมาณไขมันประมาณ 30% ของแคลอรี่ทั้งหมด

ตัวอย่าง ปริมาณอาหารของคนวัยกลางคนที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ค่าดัชนีมวลกายปกติ มีรอบเอวปกติ และมีการออกกำลังกายระดับกลาง
– ความต้องการพลังงานรายวันจะอยู่ที่ 25 x 70 ~ 1800 kcal / วัน
– ปริมาณโปรตีน: 70 g x 4 kcal / g ~ 300 kcal (เหลือ 1,500 kcal / วัน)
– ปริมาณคาร์โบไฮเดรต: 1800 x 0,55 = 1,000 kcal (: 4 kcal / g) = 250 กรัม / วัน
– ปริมาณไขมัน: 1800 – (300 + 1,000) = 500 kcal (: 9 kcal / g) = 60 g / วัน

 ดังนั้น ปริมาณสารอาหารต่อวัน (จากความต้องการพลังงาน 1,800 กิโลแคลอรี) คือ โปรตีน 70 กรัม, คาร์โบไฮเดรต
 250 กรัม, ไขมัน 60 กรัม

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ ต้องรู้จัก ค่าดัชนีน้ำตาล ของอาหาร, และเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง แป้งโฮลวีท) เลือกกินอาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง (30 กรัมใยอาหาร / วัน) จากผักผลไม้และธัญพืช เกี่ยวกับการบริโภคไขมัน, สัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวควรน้อยกว่า 10% (แต่ถ้าระดับ LDL มากกว่า 2.5 มิลลิโมล / ลิตร ควรมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 7%) ลดปริมาณไขมันทรานส์ และนอกจากนี้ในกรณีของคนที่มีโรคไต ก็จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนแผนของการกินโปรตีนด้วย

3. ความถี่ของมื้ออาหาร

โดยทั่วไปแล้ว เราแนะนำให้แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อ (มื้อใหญ่ 3 มื้อ และมีระหว่างมื้อเป็นอาหารว่าง รวมถึงก่อนนอน) แต่หากมีการรักษาด้วยยาบางชนิด เช่น มีการรักษาด้วยอินซูลินแบบอนาล็อก ก็ให้กินอาหาร 3 มื้อตามปกติ

ปัจจัยอื่น ๆ ในการควบคุมอาหารสำหรับโรคเบาหวาน

อาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานควรอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ การใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล ควรใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เช่น แอสปารแตม (aspartame) เป็นสารที่มีความไวต่อแสง สามารถที่จะสลายตัวได้เร็ว อาจจะทำให้สูญเสียรสหวานก่อนวันหมดอายุที่ระบุไว้หากเก็บรักษาไม่ดี การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลอื่นๆ เช่น ฟรุกโตส (fructose), ซอรบิทอล (sorbitol), ไซลิทอล (xylitol), หญ้าหวาน (stevia) ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องนำสารให้ความหวานเหล่านี้มาร่วมคำนวณปริมาณแคลอรี่และคาร์โบไฮเดรตต่อการบริโภคประจำวัน นอกจากนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ