“รู้ทันโรคเบาหวาน” สาเหตุ อาการ ประเภท และวิธีป้องกัน – ตอบทุกคำถามยอดฮิตเรื่องเบาหวาน

3
328
สาเหตุ อาการ ประเภท และวิธีป้องกันโรคเบาหวาน

 ทำไมต้องรู้จักโรคเบาหวาน 

  • โรคเบาหวานเป็น 1 ใน 5 ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญของประเทศไทย
  • ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ปลายประสาท และเท้า
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน มักจะมีอัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพ รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สูงขึ้นตามไปด้วย

 โรคเบาหวาน หรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร 

โรคเบาหวานเป็น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs หรือ non-communicable diseases) ซึ่งก็คือ

  • ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค
  • ไม่สามารถแพร่กระจายสู่คนอื่นได้
  • เป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและครอบครัว

 เป็นเบาหวานเพราะอะไร (สาเหตุของโรคเบาหวาน) 

โรคเบาหวานเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาล (กลูโคส) เข้าเซลล์ เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ในการสร้างพลังงาน

ดังนั้นหากไม่มีอินซูลินเป็นตัวช่วย น้ำตาลก็จะถูกสะสมในกระแสเลือด ซึ่งปัญหาแทรกซ้อนทางสุขภาพในระยะยาวจากโรคเบาหวานส่วนใหญ่เป็นผลจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาอย่างยาวนาน

 รู้ได้ไงว่าเป็นเบาหวาน (อาการของโรคเบาหวาน) 

พึงสังเกตให้ดี ๆ เนื่องจากสัญญาณและอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ (ขนาดที่มีหลาย ๆ คนเป็นโรคเบาหวานมานานแต่ยังไม่รู้ตัว สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจ ให้อ่านบทความ “อาการระยะแรกของผู้ป่วยโรคเบาหวาน“)

อาการของโรคเบาหวาน ได้แก่

  • หิวน้ำ หรือ กระหายน้ำ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • หิวมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่น้ำหนักกลับลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียเมื่อยล้า
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • แผลหายช้า และเกิดการติดเชื้อบ่อยๆ

 โรคเบาหวานมีกี่ชนิด 

จริง ๆ แล้วโรคเบาหวานสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด โดยมีรายละเอียดดังนี้

โรคเบาหวานชนิดที่1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีประมาณ 5% ของคนที่เป็นเบาหวานเท่านั้น เกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ โดยระบภูมิคุ้มกันไปทำลายเบต้าเซลล์ในตับอ่อนที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลิน ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ ในคนทุกเชื้อชาติ และในคนทุกรูปร่าง ทุกขนาด

โรคเบาหวานชนิดที่2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นเบาหวานชนิดที่พบมากที่สุด (ประมาณ 90%) ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด โดยมีสาเหตุหลักที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) โดยปกติแล้วเมื่อเรารับประทานอาหาร ตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลิน เพื่อนำน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร เข้าไปยังเซลล์เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานให้กับร่างกาย แต่ภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นเบาหวาน

เมื่อเป็นเบาหวานแล้วไม่ได้รักษา ปล่อยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน ก็จะทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อเซลล์ตับอ่อน (glucotoxicity) ทำให้ตับอ่อนเกิดความผิดปกติ ผลิตอินซูลินไม่ได้ หรือผลิตได้น้อยลง เกิดเป็นภาวะขาดอินซูลิน (insulin secretory defect) ร่วมด้วย

อาการที่บ่งบอกถึงภาวะดื้ออินซูลิน

  • น้ำหนักเกิน
  • ตรวจพบถุงน้ำในรังไข่
  • มีรอยปื้นสีน้ำตาลอ่อน หรือสีดำที่ผิวหนัง พบได้บริเวณคอ ข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ มักพบในคนอ้วน หรือคนที่ทานอาหารหวาน หรือแป้งในปริมาณมาก ซึ่งบ่งบอกว่าอาจมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในอนาคต

 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดขึ้นกับ 

  • มักจะพบในคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี
  • มักจะพบในคนที่มีรูปร่างท้วม (abdominal obesity)
  • คนที่รับประทานอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ใช้ ไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยมีกิจกรรม
  • คนที่มีประวัติเบาหวานในครอบครัว
  • ไม่มีอาการรุ่นแรง หรือไม่มีอาการบอกว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือมีอาการเล็กน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป มักถูกตรวจพบโดยบังเอิญเมื่อมาตรวจสุขภาพทั่วไป กล่าวคือคนไข้ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นเบาหวาน

 การเป็นโรคเบาหวานขณะท้องหรือตั้งครรภ์ 

หลายคนคงมีคำถามว่า โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร เพราะผู้หญิงหลายคนเป็นเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ (ช่วงประมาณ 24 สัปดาห์) ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นโรคเบาหวานมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ (แล้วพึ่งจะตรวจพบ)  หรือคุณจะเป็นโรคเบาหวานหลังจากคลอด

ในความเป็นจริง เรายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แต่มีสมมติฐานว่าเกิดจากการที่ฮอร์โมนจากรกที่ช่วยในการพัฒนาการของทารกในครรภ์ มีผลต่อการทำงานของอินซูลิน ทำให้ร่างกายของแม่ไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้

 ผลกระทบต่อลูก เมื่อเป็นเบาหวานระหว่างท้อง 

  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อแม่ในการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดความบกพร่องต่อทารกหากมีการดูแลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการรักษา หรือควบคุมไม่ดี ก็สามารถทำอันตรายต่อลูกได้
  • แม้ว่าอินซูลินจะไม่ผ่านรก แต่กลูโคสและระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้น จะต้องผ่านรกเช่นกัน ระดับน้ำตาลในเลือดของทารกจึงสูงขึ้น ตับอ่อนของทารกจึงต้องทำงานหนักเพื่อสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อลดน้ำตาลในเลือด
  • เมื่อทารกได้รับพลังงานมากเกินกว่าที่จำเป็นระหว่างอยู่ในครรภ์ พลังงานจึงถูกเก็บไว้ในรูปไขมัน เด็กทารกที่คลอดมาจึงมีน้ำหนักมาก ซึ่งก็นำไปสู่ปัญหาในการคลอดของแม่
  • อาจเกิดปัญหาสุขภาพของทารกตามมา เช่น มีความเสี่ยงสูงต่อระบบการหายใจ โรคอ้วน และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2

 ผลกระทบต่อคุณแม่ เมื่อเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ 

หญิงที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในอนาคตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เป็นเบาหวาน โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดเบาหวานในอนาคตของหญิงที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน อ้วนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ น้ำตาลก่อนอาหารเช้าสูง คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง

ดังนั้นเอง หากเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ก็สามารถลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย

 โรคเบาหวานมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์หรือเปล่า 

คุณอาจสงสัยว่าคุณเป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร เป็นเพราะพ่อแม่หรือเปล่า และคุณอาจกังวลว่าลูกของคุณจะเป็นเบาหวานเหมือนกันไหม

โรคเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน และปัจจัยด้านพันธุกรรมก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น นั่นหมายความว่า เบาหวานไม่ใช่โรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ล้วน ๆ เป็นโรคที่เกิดได้จากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น โรคอ้วน เราพบว่าคนที่เป็นโรคอ้วน และมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน มีความเสี่ยงของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ

แพทย์เคยคิดว่าโรคเบาหวาน นั้นเป็นเรื่องทางพันธุกรรมทั้งหมด แต่การศึกษาในระยะหลังทำให้นักวิจัยเชื่อว่ามีบางสิ่งในสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวาน เช่น สภาพอากาศหนาวเย็น, ไวรัสบางชนิด เช่น หัด, คางทูม, โรตาไวรัส

อาจเป็นเรื่องตอบได้ยากว่าโรคเบาหวานเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือเกิดจากปัจจัยด้านวิถีชีวิตของครอบครัว หรือทั้งสองอย่าง ตัวอย่าง เช่น หลายครอบครัวกินอาหารด้วยกัน ดังนั้นผู้ปกครองย่อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการกิน

ครอบครัวที่กินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง อาจมีประวัติของโรคเบาหวาน สมาชิกในครอบครัวมีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วนและเป็นเบาหวาน ดังนั้นหากลูก ๆ ในครอบครัวนี้เป็นเบาหวาน จึงตอบได้ยากว่าเกิดจากพันธุกรรม หรือ เกิดจากพฤติกรรม หรือ ทั้งสองอย่างร่วมกัน

 โรคเบาหวานมีวิธีป้องกันอย่างไร 

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคเบาหวานประเภท 1 ในห้วข้อนี้ เราจึงขอพูดถึงวิธีป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยในเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ มีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายอย่างด้วยกัน ได้แก่ เชื้อชาติ และอายุ อาหาร ความอ้วน กิจกรรมการออกกำลังกาย และสิ่งแวดล้อม

เราเห็นได้ชัดเจนว่าพฤติกรรม และวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงอาการในชีวิตประจำวันนี่เองที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณอาจเป็นก้าวสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวาน และมันก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็อาจช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่ร้ายแรงในอนาคตได้เช่นกัน (อาการแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปลายประสาทอักเกสบ ไตวาย และโรคหัวใจและหลอดเหลือด)

โดยเรามีคำแนะนำดังนี้

  1. ออกกำลังกายมากขึ้น : การออกกำลังกายเป็นประจำ สามารถช่วยคุณ ลดน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือดของคุณ เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งสามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ในหลายๆการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิค และการฝึกความต้านทานของกล้ามเนื้อ สามารถช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้
  2. กินอาหารที่มีไฟเบอร์มากขึ้น : การเลือกกินอาหารที่มีไฟเบอร์เป็นองค์ประกอบจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานโดยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้อิ่ม อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ ผักผลไม้ถั่วธัญพืชและถั่ว
  3. กินอาหารไม่แปรรูป : ธัญพืชอาจลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ลดน้ำหนักส่วนเกิน : การลดน้ำหนักจะทำให้สุขภาพคุณดีขึ้นจนคุณอาจประหลาดใจมาก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์

 คำแนะนำในการเลือกทานอาหารเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน 

  • เลือกดื่มน้ำเปล่า กาแฟ หรือ ชา แทนน้ำผลไม้ น้ำอัดลม หรือ น้ำหวาน
  • รับประทานผัก และผักใบเขียว (ไฟเบอร์) อย่างเพียงพอทุกๆวัน
  • เลือกทานสมุนไพรรักษาเบาหวาน โดยสามารถใช้วิธีดื่มชาสมุนไพรเพื่อลดเบาหวานได้
  • รับประทานผลไม้สดทุกๆวัน
  • เลือก ถั่ว ผลไม้สด หรือ โยเกิร์ต(ที่ไม่หวาน) เป็นของว่าง
  • จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์
  • การเลือกเนื้อสัตว์ปีก เช่น ไก่ หรือ อาหารทะเล แทนการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป
  • การเลือกกินเนยถั่วลิสง แทนช็อคโกแลต หรือแยม
  • การเลือกขนมปังโฮลเกรน ข้าวกล้องหรือ พาสต้าโฮลเกรน แทนขนมปังขาว ข้าวหรือพาสต้า
  • การเลือกไขมันไม่อิ่มตัว (น้ำมันมะกอกน้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันทานตะวัน) แทนไขมันอิ่มตัว (เนย ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าวหรือ น้ำมันปาล์ม)

 คำแนะนำในการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน 

  • เด็กอายุ 5-17 ปีควรออกกำลังกายอย่างน้อย 60 นาที ทุกวัน
  • ผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปีควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ (การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดินเร็ววิ่งเหยาะๆ ทำสวน) หรืออย่างน้อย 75 นาทีของการออกกำลังกายแอโรบิกแรงเข้ม
  • สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้ออกกำลังกายในแต่ละวันโดยแบ่งให้มีระยะเวลาเท่า ๆ กัน เช่น วันละ 20 นาที
  • หมายเหตุ:  ควรพิจารณาถึงความสมดุลและกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของกล้ามเนื้อที่เหมาะกับตัวเองตามความสามารถและสถานการณ์

 สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทย 

  • โรคเบาหวานนอกจากจะเป็นปัญหาสุขภาพของประชากรแล้ว ยังเป็นปัญหาสุขภาพระดับประเทศ ซึ่งเรามีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้
  • ประชากรชาวไทยเป็นโรคเบาหวาน 4.8 ล้านคน และในอนาคตคาดว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานในอนาคต อาจจะสูงถึง 5.3 ล้านคน
  • ประชากรชาวไทยที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 7.5 ล้านคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตถึงร้อยละ 70
  • จากสถิติย้อนหลัง ในปี พ.ศ.2559 พบว่ามีการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานเป็นจำนวนมากถึง 76,000 ราย หรือ กล่าวได้ว่าในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากกว่า 200 รายในแต่ละวัน
  • ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่าใน พ.ศ.2568 โดยจะมีประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดและที่สำคัญจะพบว่า 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุนั้นเป็นโรคเบาหวาน

ด้วยความปรารถนาดีจากพวกเรา “เบาหวานแชนแนล”