การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง ในผู้ป่วยเบาหวาน และการลดอาการปากแห้ง

0
35

เป็นเบาหวานแล้วมีอาการปากแห้ง

……เป็นเบาหวานแล้วมีอาการปากเบี้ยว หรือ เป็นเบาหวานแล้วมีอาการปากเหม็น อาการดังกล่าวเหล่านี้สามารถลดลงได้หากคุณมีการดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองอย่างถูกต้อง และมีวินัย ทำอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการจิบน้ำบ่อยๆระหว่างวัน หรือ แม้แต่การหาของขบเคี้ยว และการใช้น้ำลายเทียม

ภาวะปากแห้ง เกิดจากการที่ต่อมน้ำลายไม่สามารถผลิตน้ำลายออกมาเพียงพอเพื่อให้ความชุ่มชื้นได้อย่างปกติ โดย มีลักษณะอาการต่างๆ ได้แก่

  • ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นขึ้น
  • ความรู้สึกเหนียวหรือแห้งในปาก
  • อาการเจ็บปาก
  • ริมฝีปากแตกแห้ง มีสีแดง
  • มีอาการปากร้อน
  • คอแห้ง
  • ปัญหาในการเคี้ยวอาหารและการพูด
  • ลิ้นแห้งและหยาบ

โรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนหลายชนิด แต่ที่มักถูกละเลยคือ เรื่องสุขภาพช่องปาก และนอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานและเหงือกอักเสบด้วย คือ โรคเบาหวานจะเพิ่มความรุนแรงของโรคเหงือกอักเสบ และโรคเหงือกอักเสบจะส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นจึงควรที่จะรักษาสุขภาพช่องปาก ดังนี้

  • การแปรงฟันอย่างถูกต้องอย่างน้อยวันละสองครั้ง
  • การใช้ไหมขัดฟันหรืออุปกรณ์อื่นๆ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือใช้น้ำยาบ้วนปากในผู้ที่ไม่สามารถดูแลอนามัยช่องปากได้ดีเพียงพอ

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะโรคในช่องปากมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) รวมกับโรคไตจากเบาหวาน (diabetic nephropathy) มากกว่า คนที่มีอาการทางช่องปากในระดับน้อยถึงปานกลาง 3.2 เท่า

เมื่อเป็นโรคในช่องปากแล้ว ทำไมถึงทำให้โรคเบาหวาน มีความรุนแรงมากขึ้น

  1. โรคเบาหวานจะเพิ่มภาวะการอักเสบจากในเนื้อเยื่อ
  2. เชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบ มีผลต่อการทำลายเซลล์ตับอ่อน

แนวทางการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวาน

ตามแนวทางเวชปฏิบัติช่องปากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานของ International Diabetes Federation ปี ค.ศ. 2009 ได้แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุกวัน และควรมีการตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์เป็นประจำทุกปี รวมถึงผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับความรู้และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปาก

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวานของประเทศไทยปี พ.ศ. 2560 ได้แนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนี้
• แปรงฟันอย่างถูกต้อง อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
• ทำความสะอาดซอกฟันโดยการใช้ไหมขัดฟัน หรือ อุปกรณ์อื่นๆอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และ/หรือ ร่วมกับการใช้น้ำยาบ้วนปากในผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลอนามัยช่องปากได้ดีเพียงพอ
• ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
• ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการรักษาทางทันตกรรมเมื่อมีอาการ เหงือกบวมแดง เลือดออกขณะ แปรงฟัน ฟันโยกคลอน มีกลิ่นปาก เป็นต้น เพื่อลดการอักเสบภายในช่องปาก และควรได้รับการขูดหินน้ำลาย (scaling) และเกลารากฟัน (root planing) โดยทันตแพทย์
• ควรควบคุมระดับน้ำตาลขณะอดอาหารให้น้อยกว่า 180 มก./ดล. ก่อนเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน)

วิธีดูแลรักษาอนามัยช่องปาก

  • การแปรงฟัน เป็นวิธีขั้นพื้นฐานทที่ทุกคนต้องปฏิบัติด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน
    • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง นาน 2 นาที ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ (fluoride) จะช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ และ ลดความเสี่ยงในการเกิดฟันผุ รวมถึงช่วยการสะสมกลับของแร่ธาตุที่ผิวฟัน (remineralisation) และ แนะนำให้เลือกแปรงสีฟันขนนุ่มและใช้แรงกดเบาๆ เพื่อลดอาการบาดเจ็บที่เหงือก
    • แนะนำให้แปรงทำมุม 45 องศา กับร่องเหงือกและขยับแปรงไปมาเบาๆ จากบนลงล่างเพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์ ส่วนการทำความสะอาดฟันหน้าด้านใน ควรกลับแปรงในแนวตั้ง และ ขยับขึ้นลงเบาๆ
    • ไม่ควรใช้แปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น และควรล้างทำความสะอาดแปรงสีฟันให้ทั่ว เพื่อขจัดยาสีฟัน และเศษอาหารที่อาจติดค้างอยู่
    • เก็บแปรงสีฟันในตำแหน่งแนวตั้งหลังการใช้ และปล่อยให้แห้ง ไม่ควรเก็บแปรงสีฟันที่เปียกชื้นในภาชนะปิด เพราะความชื้นจะช่วยในการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
    • ควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน ประมาณทุกๆ 3-4 เดือน หรือทำการเปลี่ยนเมื่อขนแปรงเริ่มด้าน หรือบานออก เพราะประสิทธิภาพในการแปรงจะลดลง (พบว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงลักษณะหลายระดับ หรือ ขนแปรงลักษณะทำมุม จะมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดีกว่าขนแปรงที่มีลักษณะเรียบตรง และ แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่มจะช่วยลดความเสี่ยงในการขูดเหงือกดี่กว่า ถึงแม้ว่าแปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็งปานกลางจะมีประสิทธิภาพในการขจัดไบโอฟิล์มได้ดีกว่าก็ตาม)
  • การใช้ไหมขัดฟัน (dental floss) และ อุปกรณ์ทำความสะอาดซอกฟัน (interdental cleaner) จะช่วยขจัดเศษอาหารที่ติดระหว่างซอกฟัน และไบโอฟิล์ม ก่อนที่จะติดแน่นเป็นคราบจุลินทรีย์ ในปัจจุบันไหมขัดฟันส่วนใหญ่ทำมาจากเส้นใยไนลอนหรือเส้นใยเดี่ยวพลาสติก อาจมีสารแต่งกลิ่นรส โดยแนะนำให้ใช้ไหมขัดฟันวันละครั้ง ร่วมกับการแปรงฟัน อาจเป็นช่วงเช้า หรือ ช่วงมื้ออาหารระหว่างวัน หรือก่อนนอน และ แนะนำวิธีการใช้ไหมขัด ฟัน ดังนี้
    • ใช้ไหมขัดฟันยาวประมาณ 1 ฟุต ผูกปลายพันรอบนิ้วกลาง 2 ข้าง ถือไหมขัดฟันให้แน่นด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ จากนั้นสอดระหว่างซี่ฟัน ดึงเส้นใยให้โอบแนบกับด้านข้างของฟันทีละซี่
    • ค่อยๆถูไหมขัดฟันไปมา ในลักษณะขึ้นลง ให้โดนฟันโดยห้ามกระตุกไหมขัดฟัน และให้ทำจนครบทุกซอกฟัน และอย่าลืมใช้ไหมขัดฟันกับด้านท้ายของฟันซี่ในสุด
  • การใช้น้ำยาบ้วนปาก เราสามารถแบ่งน้ำยาบ้วนปากออกเป็นสองประเภท คือ ชนิดที่เป็นเครื่องสำอาง ที่ช่วยควบคุมเรื่องกลิ่นปาก แต่ไม่มีผลทางเคมี หรือทางชีวภาพ และ ชนิดที่มีฤทธิ์ในการรักษา ซึ่งจะมีสารสำคัญในการออกฤทธิ์เพื่อช่วยลดกลิ่นปาก ลดอาการเหงือกอักเสบและช่วยป้องกันฟันผุ โดยสารสำคัญออกฤทธิ์จะมีอยู่หลายชนิด ได้แก่คลอร์เฮ็กซิดีน (chlorhexidine), น้ำมันสกัดธรรมชาติ (essential oil), เซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ (cetylpyridinium chloride), ฟลูออไรด์ และเปอร์ออกไซด์ (peroxide) เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก บทความหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดย ภก.อรรถพร ไศลวรากุล และ รศ.ดร.ภก.เนติ สุขสมบรูณ์