loader

Tag: ค่าน้ำตาลปกติ

  • Home
  • Tag: ค่าน้ำตาลปกติ
5October 2021

ถึงเวลาเปลี่ยน เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดความดันโลหิตยี่ห้อไหนดี

เครื่องวัดความดันโลหิต

เลือกเครื่องวัดความดันโลหิตที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ ซึ่งสามารถดูสีที่หน้าจอแล้วรู้เลยว่าค่าความดันโลหิตปกติรึเปล่า หรือฟังเสียงพูดเอาก็ได้

ขายดีที่สุด

โดย PharmaShopee

ถึงเวลาซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตเครื่องใหม่

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมยังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นอยากซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตเอาไว้ที่บ้านก็ตัดสินใจเลือกตามแบรนด์เลย แล้วก็เลือกซื้อเป็น OMRON เพราะเป็นแบรนด์ที่คุ้นเคย จนเวลาผ่านมาเนิ่นนานและตอนนี้คิดว่าถึงเวลาที่ต้องซื้อเครื่องใหม่แล้วเลยมาหาข้อมูลว่าตัวไหนน่าใช้บ้าง แล็วก็ทำให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เขามีเทคโนโลยีใหม่ๆและลูกเล่นที่น่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในท้องตลาดหากพูดถึงเครื่องวัดความดันแบรนด์ต่างๆก็จะมี OMRON, BEURER, YUWELL และ ALLWELL

ในปีหน้าก็จะเข้าสู่ปี 2022 หรือ พ.ศ.2565 ซึ่งเทคโนโลยีด้านสุขภาพก็พัฒนาไปไกลมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อน แต่ละแบรนด์ก็มีจุดขายที่แตกต่างกัน ในการเลือกซื้อของ ผมจะคำนึงถึงเรื่องต่างๆประมาณนี้ครับ

งานออกแบบดีไซน์ และวัสดุที่ใช้ในการผลิต

ความคุ้มค่ากับราคา

ความยากง่ายในการติดต่อกับคนขาย หรือ งานบริการ

ฟังก์ชั่น/คุณสมบัติ และสเปก/มาตรฐานของสินค้า

แนะนำเครื่องวัดความดันโลหิตที่เหมาะกับการใช้งาน 3 รุ่น

เครื่องวัดความดันโลหิตยี่ห้อไหนดี

เมื่ออยากได้เครื่องวัดความดันโลหิตเครื่องใหม่ ก่อนตัดสินใจก็จะหาข้อมูลโดยใช้แหล่งข้อมูลมาจาก google เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจล้วนๆ ซึ่งก็ไม่มีเครื่องจริงมาให้ลอง ดังนั้น ด้วยความเห็นส่วนตัวก็อาจทำให้แต่ละคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปได้นะครับ

เครื่องวัดความดันดันโลหิต OMRON รุ่น HEM-7600T

เป็นรุ่นที่เห็นแล้วดูเรียบหรู และทันสมัยถูกใจผมมาก มาพร้อมกับระบบ Intellisense ที่เคลมว่าเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การวัดความดันรวดเร็วขึ้นและบีบต้นแขนน้อยกว่า แถมยังเพิ่มความดันลมให้เหมาะสมได้กับแต่ละบุคคล แล้วยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน OMRON Connect  

เครื่องวัดความดันโลหิต OMRON รุ่น HEM-7361T

รุ่นนี้นอกจากจะใช้วัดความดันโลหิตแล้ว ยังเป็นรุ่นที่มีระบบเตือนภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ด้วย (Atrial Fibrillation) ช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบหาความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองได้ และเชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน OMRON Connect

เครื่องวัดความดันโลหิต ALLWELL รุ่น BSX593

ที่มีระบบเสียงภาษาไทย และตั้งปลุก เพื่อเตือนให้วัดความดันโลหิตได้

เครื่องวัดความดันโลหิตที่ต้นแขน Blood pressure Monitors แบบมีสาย

ซื้อ ALLWELL รุ่น BSX593 ที่นี่

ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตซักเครื่องนึง ผมก็คิดทบทวนอยู่ซักพักนะตั้งแต่เดือนที่แล้วจนตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าถึงเที่ยงคืน 10.10 เมื่อไหร่รีบกดซื้อเลยก่อนโค้ดจะถูกใช้หมด (โอเว่อร์มากๆ พวกโค้ด 15% – 20% นี่จะถูกใช้หมดภายใน 10 วินาที) ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองก็น่าจะเลือกตามความจำเป็นพื้นฐานของเครื่องวัดความดันโลหิตก็พอ คือ วัดความดันโลหิตได้เที่ยงตรงและแม่นยำคือจบ…… (ทุกแบรนด์นั้นได้มาตรฐานอยู่แล้ว)  และผมก็อาจจะใช้แอปพลิเคชันได้อย่างไม่คุ้มค่าอีกด้วย

ดังนั้น 10.10 นี้ ผมตัดสินใจเลือก ALLWELL รุ่น BSX593 ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ ซึ่งสามารถดูสีที่หน้าจอแล้วรู้เลยว่าค่าความดันโลหิตปกติรึเปล่าหรือฟังเสียงพูดเอาก็ได้ โดยมีจุดเด่นที่สำคัญดังนี้ครับ

หน้าจอเปลี่ยนสีตามความดันโลหิตที่วัดได้

ระบบเสียงภาษาไทย

ตั้งปลุกเพื่อเตือนให้วัดความดันโลหิตได้

ใช้งานง่ายกดเพียงปุ่มเดียว

บันทึกค่าได้ 2 คน (คนละ 99 ค่า)

รับประกันสินค้า 3 ปี

“ช้อปปิ้งออนไลน์ เป็นประสบการณ์ที่สนุก”

เครื่องวัดความดัน ALLWELL ซื้อที่ไหน

เนื่องจากผมช้อปปิ้งออนไลน์เป็นหลัก จนเป็น Platinum Shopper ผ่านทาง SHOPEE และ LAZADA ดังนั้น ช่องทางการสั่งซื้อ, ช่องทางการติดต่อ, การจัดส่งและการบริการ, และ รีวิวต่างๆ จึงมีผลต่อการตัดสินใจจ่ายเงินของผมเป็นอย่างมาก และมีเพียงแบรนด์ OMRON และ ALLWELL ที่ผมคิดว่ามีการตอบแชทได้รวดเร็ว และรีวิวเชิงลบต่ำ(คนด่าน้อย) และที่ลูกค้าตำหนิให้ 1 ดาวมาก็มีปัญหาเกิดจากขนส่ง ไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสินค้า หากคิดเห็นเหมือนกันก็เลือกช้อปปิ้งตามผมได้เลยครับ

ประสิทธิภาพการแชท 100%

มีโค้ดส่วนลด

จัดส่งเร็ว ติดตามการจัดส่งได้

รีวิวดี


สีหน้าจอเครื่องวัดความดันโลหิตเปลี่ยนตามค่าที่วัดได้

  • สีเขียว | ความดันโลหิตปกติ (Normal-High normal)

SYS < 140/ DIA < 90 mmHg

  • สีเหลือง | ความดันโลหิตค่อนข้างสูง (Grade 1-2 mild and moderate Hypertension)

SYS 140-179/ DIA 90-109 mmHg

  • สีแดง | ความดันโลหิตสูง (Grade 3 Severe Hypertension)

SYS ≥ 180/ DIA ≥ 110 mmHg

tail

เลขทะเบียน/เลขสารบบ U1MC000102635164700006666C

ใบอนุญาตโฆษณาเลขที่ ฆพ.649/2564)

คำถามที่พบบ่อย


เครื่องวัดความดันโลหิต คือ อะไร

เครื่องวัดความดันโลหิต คือ เครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดค่าความดัน ของกระแสเลือด ภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดเลือดของหัวใจ โดยที่เมื่อหัวใจบีบตัว จะได้ค่า ความดันตัวบน (Systolic Blood pressure) และเมื่อหัวใจคลายตัว จะได้ค่า ความดันตัวล่าง (Diastolic blood pressure)

ค่าความดันโลหิตผิดปกติ จะเป็นโรคอะไรได้บ้าง

– โรคหลอดเลือดสมอง แตก ตีบ ตัน หรือที่เรียกว่า อาการ Stroke สาเหตุหลักของการเป็น อัมพฤกษ์ – อัมพาต

– โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต เกิดจากการที่ความดันสูง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก ส่งผลให้เหนื่อยง่าย อาจนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

– โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย มีอาการเจ็บหน้าอก ช็อก หรือหัวใจวายได้

– โรคไตเรื้อรัง ไตวาย ไตเสื่อม เนื่องจากไต สูญเสียความสามารถ ในการทำงาน ซึ่งเกิดมาจาก ความดันโลหิตสูง

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

13August 2021

วิธีรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด

วิธีรักษาโรคเบาหวานให้หายขาด

ตามหลักการแพทย์ตะวันตกอธิบายว่า ยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆที่ทำให้โรคเบาหวานหายขาดได้ 100% เพียงแต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถเข้าสู่ระยะสงบของโรคได้ (remission) คือ ไม่แสดงอาการ และมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในค่าปกติ เหมือนกับหายจากโรคแล้ว

โรคเบาหวานคืออะไร?

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อเรากินอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะทำการย่อยแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) เป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วจึงดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด โดยที่อินซูลินจะทำหน้าที่นำน้ำตาลไปยังเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆเพื่อใช้ในการสร้างพลังงาน หากตับอ่อนผิดปกติ ไม่สามารถที่จะสร้างอินซูลินได้ หรือ สร้างได้น้อย หรือ เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือ การตอบสนองของอินซูลินลดลง ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ จึงทำให้มีอาการอ่อนเพลีย หิวน้ำบ่อย และเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เวลาเลือดผ่านไต น้ำตาลส่วนหนึ่งก็จึงถูกขับออกทางไตผ่านปัสสาวะ จึงเรียกว่า เบาหวาน และหากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ ก็จะทำให้มีความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆตามมา หรือที่เรียกว่า อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานหายขาดได้จริงไหม?

ปัจจุบันตามหลักการแพทย์ตะวันตกอธิบายว่า ยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆที่ทำให้โรคเบาหวานหายขาดได้ 100% เพียงแต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถเข้าสู่ระยะสงบของโรคได้ (remission) คือ ไม่แสดงอาการ และมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในค่าปกติ เหมือนกับหายจากโรคแล้วซึ่งระยะสงบ หรือ ภาวะสงบนี้ อาจจะยาวนานได้เป็นเดือนๆ เป็นปี หรือ หลายสิบปี ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะสงบ เหมือนรักษาเบาหวานหายขาดแล้วก็ตาม ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล และป้องกันอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพื่อไม่ให้เบาหวานกลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า วิธีที่ดีที่สุด…. ก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งการป้องกันสามารถทำได้ง่ายกว่าด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

“สิ่งสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ”


ภาวะสงบ คือ?

แม้ว่าโรคเบาหวานจะรักษาไม่หายขาด แต่ก็สามารถอยู่ในภาวะสงบเหมือนคนปกติ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานนี้ยังคงอยู่ก็ตาม ถึงแม้ว่าแพทย์เองยังสรุปไม่ได้ถึงเหตุผลที่ทำให้เข้าสู่ภาวะสงบนี้คืออะไรกันแน่ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าปัจจัยสำคัญก็คือค่า A1C ที่ต่ำกว่า 6%

แม้ว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานจะรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ได้นาน 20 ปี แพทย์ก็ยังถือว่าโรคเบาหวานนั้นอยู่ในภาวะทุเลาลงแทนที่จะหายขาด

Partial remission:

เมื่อผู้ป่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่าผู้ป่วยเบาหวานอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่ต้องใช้ยารักษาโรคเบาหวาน

Complete remission:

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดกลับสู่ระดับปกติอย่างสมบูรณ์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปีโดยไม่ต้องใช้ยาใด ๆ

Prolonged remission:

เมื่ออยู่ในภาวะสงบอย่างสมบูรณ์เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ก็จะถือว่าเป็น prolonged remission

วิธีรักษาโรคเบาหวาน แบบแพทย์ตะวันตก

หลักในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ซึ่งประกอบด้วย การใช้ ยารักษาโรคเบาหวาน (การฉีดอินซูลินสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 และยากินหรือฉีดอินซูลินร่วมด้วยสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2) และการปรับวิถีการดำเนินชีวิตซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก

ในการปรับวิถีชีวิต หรือพฤติกรรมความเป็นอยู่ ควรต้องปรับในเรื่องอาหารการกิน คือ ต้องควบคุมอาหารโดยมีเป้าหมายเพื่อให้น้ำหนักลดลงช้าๆ มากกว่าที่จะพยายามททำให้น้ำหนักเป็นปกติ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมทั้งเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ และควรออกกำลังกายอยู่เป็นประจำวันละ 30 – 60 นาที และลดการอยู่นิ่งๆ หรือนอนดูโทรทัศน์ และเล่นเกมคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในปัจจุบัน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายขาด และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ก็อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้

นอกจากนี้ การให้ผู้ป่วยโรคเบาวานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งสาเหตุและการดำเนินของโรค เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เช่นเดียวกันกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว หากครอบครัวให้ความร่วมมือในการปรับเลี่ยนพฤติกรรมก็จะทำให้การรักษาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ในการรักษา แพทย์จะกำหนดเป้าหมายของการรักษาเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าใกล้เคียงกับระดับปกติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถแบ่งออกตามกลุ่มผู้ป่วย ดังนี้

  • การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1: เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จึงต้องวางแผนเรื่องการออกกำลังกาย การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และการฉีดอินซูลินแบบหลายครั้งในหนึ่งวัน (MDI)
  • การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2: วิธีการรักษาได้แก่การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน การออกกำลังกาย การตรวจระดับน้ำตาลด้วยตนเอง และมีการใช้ยารักษาเบาหวานร่วมด้วย (มีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประมาณ 40% ที่ต้องฉีดอินซูลินร่วมด้วย) นอกจากการใช้ยาแผนปัจจุบันแล้ว การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกรวมทั้งการใช้สมุนไพรรักษาเบาหวานก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเช่นกัน

การรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดด้วย Stem Cell ทำได้หรือไม่

เซลล์ต้นกำเนิด หรือ Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จกับการทดลองรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ด้วย Stem Cell ซึ่งวิธีนี้อาจเป็นหนทางในการรักษาให้หายขาดในอนาคต

การปลูกถ่ายเซลล์ในตับอ่อน เพื่อรักษาโรคเบาหวาน ทำได้หรือไม่

การปลูกถ่ายเซลล์เป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอยู่ในขั้นตอนวิจัยอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทำการปลูกถ่ายสำเร็จ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายจะต้องทานยาตลอดชีวิตเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธเซลล์ของผู้บริจาค แต่ข้อดีก็คือเซลล์ตับอ่อนใหม่จะเริ่มสร้างและปล่อยอินซูลินเพื่อตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากต่อการป้องกันโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาท และตาเช่นเดียวกันกับ การปลูกถ่ายตับอ่อน ที่มักจะทำในผู้ป่วยที่มีโรคไตระยะสุดท้าย การปลูกถ่ายตับอ่อนจะช่วยฟื้นฟูความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

tail

“ยังมีกลุ่มคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่สูงพอที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (เราเรียกว่า ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes) ก็จะไม่แสดงอาการใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นเบาหวานเลย แต่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ก็มักจะพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในที่สุด และค่อยๆแสดงอาการออกมาภายหลัง“

วิธีรักษาเบาหวานแบบธรรมชาติบำบัด

ธรรมชาติบำบัด:

การบำบัดด้วยวิธีตามธรรมชาติ เช่น การหายใจลึกๆ ในช่องท้อง การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า ภาพที่มีการนำทาง และการตอบสนองทางชีวภาพสามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ และความเครียดทางอารมณ์ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายจึงมีความสำคัญในการจัดการโรคเบาหวานของคุณ แต่ก็ไม่ได้ทำให้โรคเบาหวานหายขาด

สมุนไพร – อาหารเสริม:

อาจจะสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้เช่นกัน นอกจากนี้อาหารเสริมจากธรรมชาติบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวานได้ หากใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันอย่างไม่มีความรู้ความเข้าใจ

วิธีรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานประเภท 1 คาดว่าสาเหตุเกิดจากภูมิต้านตนเองทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ความสามารถในการผลิตอินซูลินลดลง

เมื่อตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ จึงต้องได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน

อินซูลิน

การฉีดอินซูลินเป็นการรักษาในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ซึ่งก็ต้องฝึกฉีดยาด้วยตัวเองที่บ้าน

ยาฉีดอินซูลินมีหลายแบบแตกต่างกันไปตามความเร็วในการออกฤทธิ์ และการเลียนแบบระดับฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติของร่างกาย

วิธีรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

แม้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย จะสามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่มีอาการดังกล่าวก็จะต้องใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน

ในทางปฏิบัติ หมออาจสั่งยาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอาการของโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นธรรมดาที่การใช้ยาหลายชนิดร่วมกันก็จะมีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียง แต่ก็จะมีผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่า

Alpha-glucosidase

ยาลดเบาหวานที่ออกฤทธิ์โดย ป้องกันแป้งไม่ให้แตกตัว ลดการดูดซึมสารอาหาร จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เวลากินก็ควรกินคู่ไปกับมื้ออาหาร เช่น Acarbose และ Miglitol

Biguanides

ยารักษาโรคเบาหวานกลุ่มนี้ เป็นยายอดนิยมที่คนเป็นเบาหวานมักจะได้รับจากโรงพยาบาล เช่น Metformin ซึ่งออกฤทธิ์โดยกระตุ้นให้ตับสร้างกลูโคสน้อยลง และให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน หรือ เพิ่มความไวในการตอบสนองต่ออิสซูลินได้ดีขึ้น

Bile acid sequestrants (BASs)

Colesevelam เป็น BAS ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด โดยที่ยาเหล่านี้ไม่เข้าสู่กระแสเลือด จึงนิยมใช้กับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ

Dopamine-2 agonists

ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร ตัวอย่าง ได้แก่ Bromocriptine

Sulfonylureas

ยารักษาเบาหวานกลุ่มนี้ ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินมากขึ้น ซึ่งยากลุ่มนี้ เป็นยาที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน เช่น Chlorpropamide, Glimepiride, Glipizide และ Glyburide

DPP-4 inhibitors

ยาลดเบาหวานที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ในระยะยาวโดยไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ทำให้สาร GLP-1 ยังคงอยู่ในร่างกายนานขึ้น เช่น Alogliptin, Linagliptin, Saxagliptin และ Sitaglipti

Meglitinides:

ยารักษาเบาหวานที่ออกฤทธฺ์โดยการกระตุ้นเบต้าเซลล์ในตับอ่อนให้สร้างอินซูลิน เช่น Nateglinide และ Repaglinide

สารยับยั้ง SGLT2: สิ่งเหล่านี้การทำงานของโปรตีนที่เรียกว่า SGLT2 ที่ดูดซับกลูโคสเข้าสู่ไตอีกครั้ง สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ปล่อยกลูโคสในปัสสาวะ ทำให้ระดับในเลือดลดลง นี่คือยากลุ่มใหม่ที่มีคานากลิโฟลซิน ดาพากลิโฟลซิน และเอ็มพากลิโฟลซิน

Sulfonylureas: ทำให้เกิดการหลั่งอินซูลินออกจากเซลล์เบต้ามากขึ้น Sulfonylureas เป็นยาที่เก่ากว่า และ sulfonylurea รุ่นแรกเพียงคนเดียวที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันคือ chlorpropamide Glimepiride, glipizide และ glyburide เป็นยาตัวใหม่ที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อยลง

Thiazolidinediones: ช่วยปรับปรุงการทำงานของอินซูลินในไขมันและกล้ามเนื้อ รวมทั้งลดการผลิตกลูโคสในตับ คลาสนี้รวมถึง rosiglitazone และ pioglitazone

SGLT2 inhibitors

ยารักษาโรคเบาหวานกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยขัดขวางการทำงานของโปรตีนที่เรียกว่า SGLT2 ที่ทำหน้าที่ดูดซับกลูโคสเข้าสู่ไตอีกครั้ง จึงช่วยกระตุ้นร่างกายให้ปล่อยกลูโคสออกไปในปัสสาวะ ทำให้ระดับในเลือดลดลง เช่น Canagliflozin, Dapagliflozin, Empagliflozin

Thiazolidinediones

ยารักษาโรคเบาหวานกลุ่มนี้ จะช่วยปรับปรุงการทำงานของอินซูลินในเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ตลอดจนลดการสร้างกลูโคสในตับ เช่น Rosiglitazone และ Pioglitazone

คำถามที่พบบ่อย


โรคเบาหวาน ภาษาอังกฤษคืออะไร

โรคเบาหวาน ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า diabetes โดย โรคเบาหวานที่พูดถึงส่วนมาก มักจะหมายถึง โรคเบาหวานประเภท 2 ที่จะเริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย (เด็กและวัยรุ่นก็อาจเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 นี้ได้เช่นกัน) โรคเบาหวานประเภท 2 เป็นภาวะเรื้อรังที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (กลูโคส) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานชื่อว่าอะไร?

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาล (กลูโคส) เป็นพลังงานเรียกว่าอินซูลิน โดยฮอร์โมนอินซูลินนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยร่างกายในตับอ่อน และเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ก็จำเป็นต้องฉีด หรือรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังนั้น ทุกคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานที่พึ่งพาอินซูลินตั้งแต่ในเด็ก) ส่วนมาก็จะได้รับการบำบัดด้วยอินซูลิน ในขณะที่ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 บางคนจะต้องฉีดอินซูลินด้วย โดยอินซูลินมีอยู่หลายประเภท และโครงสร้างทางเคมีที่ต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาในการออกฤทธิ์

อินซูลิน ถูกสร้างขึ้นมาจากตับอ่อน จริงหรือเปล่า

อวัยวะในร่างกายที่สร้างอินซูลินคือตับอ่อน โดยตับอ่อนนี้จะมีขนาดเท่ามือ มีตำแหน่งตั้งอยู่หลังส่วนล่างของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ และสร้างฮอร์โมน รวมทั้งอินซูลิน ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ต่างกันอย่างไร?

โรคเบาหวานประเภท 1 เคยถูกเรียกว่าเบาหวานในเด็ก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กอันเป็นผลมาจากตับอ่อนที่มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด ซึ่งทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือ ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย ในทางตรงกันข้ามกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เคยถูกเรียกว่าเบาหวานที่เริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยในภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายมีปัญหาเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่ออินซูลินที่ผิดปกติ และไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ รวมถึงอาจมีความผิดปกติในการผลิตอินซูลินของตับอ่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบไหนที่คนเป็นมากกว่ากัน?

โรคเบาหวานประเภท 2 มีคนเป็นมากกว่าโดยคิดเป็นประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ซึ่งพบได้บ่อยกว่าโรคเบาหวานประเภท 1

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็น โรคเบาหวานประเภท 2 คืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 คือการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โดยเกือบ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ การตั้งครรภ์ ความเครียด ยาบางชนิด พันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว และคอเลสเตอรอลสูง

โรคเบาหวานประเภท 2 จะป้องกันได้หรือไม่?

ใช่แล้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดน้ำหนักเพียง 5-10% ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกาย อาจป้องกันหรือชะลอการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 ในบุคคลที่มีความเสี่ยง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 คือการรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง เพิ่มกิจกรรม และลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกิน

การกินหวาน หรือ น้ำตาลมากเกินไปทำให้เป็นเบาหวานได้จริงหรือ?

เป็นความเข้าใจที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า การกินน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นเป็นกรรมพันธุ์ และไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและวิถีชีวิต เมื่อกินหวาน หรือ น้ำตาล มากขึ้น ก็จะได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้อ้วน มีน้ำหนักเกิน จนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในงานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะมีผลต่อการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหวาน เช่น โซดาปกติ ฟรุตพันช์ เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอื่นๆ เพื่อช่วยป้องกันโรคเบาหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) และสามารถให้พลังงานได้หลายร้อยแคลอรีต่อหนึ่งมื้อ!

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอะไรบ้าง?

อาการของโรคเบาหวาน ที่พบได้ทั่วไป เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย และเมื่อยล้า ซึ่งอาการต่างๆก็จะเกิดจากภาวะของระดับน้ำตาลในเลือดสูง (ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง)

อย่างไรก็ตาม อาการอาจไม่ปรากฏในตอนแรกเนื่องจากอาการของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อเวลาผ่านไปจึงค่อยเกิดอาการต่างๆตามมา เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยล้า กระสับกระส่าย คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดความสับสน ง่วงซึม และแม้กระทั่งหมดสติ (โคม่าจากเบาหวาน ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์)

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

12August 2021

อาการของโรคเบาหวานในระยะแรก มีอะไระบ้าง

โรคเบาหวาน อาการและอาการแทรกซ้อน

ในปัจจุบันนี้ คนไทยเป็นเบาหวานแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน และยังมีคนที่อยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน รวมถึงคนที่ยังไม่รู้ตัวและถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานอีกไม่รู้เท่าไหร่

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เรามักรู้จักและเรียกกันติดปากว่า โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นโรค(ไม่ติดต่อ)ยอดนิยมที่คนไทยเป็น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นเบาหวาน ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนของเบาหวาน ได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่เท้าและขา ทำให้ทุกข์ร้อนทั้งตนเองและครอบครัว

โรคเบาหวานในแต่ละชนิดสามารถป้องกันได้แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะไม่สามารถป้องกันการเกิดของโรคได้ เพราะควบคุมสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ ในขณะที่โรคเบาหวานชนิด 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนักให้คง และการออกกำลังสม่ำเสมอ

เบาหวานชนิดที่ 1 – ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

เบาหวานชนิดที่ 2 – ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน

โรคเบาหวาน สาเหตุคืออะไร

สาเหตุของโรคเบาหวาน เกิดจากการที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดที่ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนที่เรียกว่าอินซูลิน (ซึ่งผลิตโดยตับอ่อน) เกิดความผิดปกติ

เมื่ออาหารถูกย่อยและเข้าสู่กระแสเลือด อินซูลินจะเป็นตัวนำกลูโคสออกจากเลือดและเข้าสู่เซลล์ ซึ่งจะถูกย่อยสลายเพื่อผลิตเป็นพลังงานให้กับร่างกาย

หากเป็นเบาหวาน ร่างกายของคุณไม่สามารถย่อยสลายกลูโคสให้เป็นพลังงานได้ เนื่องจากมีอินซูลินไม่เพียงพอที่จะเคลื่อนย้ายกลูโคส หรืออินซูลินที่ผลิตได้ทำงานไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่เซลล์ไม่ตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลิน

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเบาหวาน ถ้าไม่ไปเจาะเลือด….. ดังนั้นการสังเกตุอาการเริ่มแรกด้วยตัวเองอาจจะมีประโยชน์ และช่วยเราได้ ซึ่งอาการที่พบส่วนใหญ่ก็จะมาจากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงกว่าปกติ โดยสัญญาณเตือนอาจรุนแรงจนคุณไม่ทันสังเกต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคเบาหวานประเภท 2 บางคนไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน จนพบว่าตัวเองเกิดความผิดปกติเนื่องจากอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานแล้ว


อาการทั่วไปของโรคเบาหวาน

อาการทั่วไปที่พบ ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย, รู้สึกกระหายน้ำมาก, รู้สึกหิวมาก (ถึงแม้ว่าคุณกำลังกินอยู่), รู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า, มองเห็นไม่ชัด, เมื่อเกิดบาดแผล และการฟกช้ำ แผลจะหายได้ช้ากว่าปกติ, น้ำหนักตัวลดลง (แม้ว่าคุณจะทานมากขึ้น โดยอาการนี้ พบได้ในเบาหวานชนิดที่ 1), การรู้สึกชา เจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มตามปลายมือ หรือปลายเท้า ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามบางคนก็ไม่แสดงอาการรุนแรงและไม่ทันได้สังเกต ทั้งนี้การตรวจหาและรักษาโรคเบาหวานในระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนได้

รู้สึกหิวบ่อย และ อ่อนเพลีย: อาหารที่คุณกินเข้าไปจะถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสและร่างกายจะนำไปใช้เป็นพลังงาน แล้วร่างกายก็ต้องการอินซูลินเพื่อนำกลูโคสไปใช้ ดังนั้น หากร่างกายของคุณสร้างอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือหากเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองต่อซูลินที่ร่างกายสร้างขึ้น ก็จะทำให้คุณไม่มีพลังงาน และสิ่งนี้เองที่จะทำให้คุณรู้สึกหิวและเหนื่อยมากกว่าปกติ

ฉี่บ่อยขึ้น และหิวน้ำบ่อย: คนทั่วไปมักจะต้องฉี่ระหว่างสี่ถึงเจ็ดครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจถี่กว่านี้… ทำไมล่ะ? เพราะปกติร่างกายของคุณจะดูดซึมกลูโคสกลับคืนเมื่อผ่านไตของคุณ แต่เมื่อเป็นโรคเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ไตของคุณจึงไม่สามารถนำกลูโคสกลับคืนมาได้ทั้งหมด ทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะมากขึ้นและต้องใช้ของเหลวมากขึ้นเพื่อขับออกไป จึงทำให้ต้องไปฉี่บ่อยขึ้น ฉี่ออกมามากขึ้น และเนื่องจากคุณฉี่มาก ร่างกายจึงต้องการน้ำเพิ่มขึ้นอีก เมื่อดื่มน้ำได้มาก ก็ฉี่มากขึ้นอีก วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ อีกทั้งร่างกายยังต้องการน้ำเพื่อไปลดความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือด

ปากแห้ง และคันตามผิวหนัง: เนื่องจากร่างกายเริ่มฉี่ไปมาก ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น จึงทำให้ผิวแห้ง ปากแห้ง และทำให้เกิดอาการคัน

มองเห็นภาพไม่ชัด: การเปลี่ยนแปลงระดับของเหลวในร่างกายอาจทำให้เลนส์ในดวงตาเกิดการบวมได้ ทำให้ตาโฟกัสภาพไม่ได้ดี จึงทำให้เห็นภาพเบลอ หรือ มอไม่ชัด

tail

“ยังมีกลุ่มคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่สูงพอที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (เราเรียกว่า ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes) ก็จะไม่แสดงอาการใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นเบาหวานเลย แต่ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ก็มักจะพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในที่สุด และค่อยๆแสดงอาการออกมาภายหลัง“

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ในโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดอาการและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ภายในวันเดียว หรือ เป็นสัปดาห์ และ การมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ก็เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเบาหวานประเภท 1 แก่ลูกได้ โดยผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มักมีอาการ รู้สึกกระหายน้ำมาก, ปัสสาวะบ่อย, อ่อนเพลีย เมื่อยล้ามาก, รู้สึกหิวอยู่ตลอดเวลา, น้ำหนักตัวลดลง, การปัสสาวะรดที่นอน, มองเห็นไม่ชัด

เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน เพราะร่างกายหันไปเผาผลาญไขมัน จนทำให้มีคีโตนมากและสะสมในเลือด จนถึงระดับอันตราย เป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่าโรคกรดคีโตคีโต (diabetic ketoacidosis)

แม้ว่าการตรวจหาโรคเบาหวานจะวินิจฉัยและทำได้ง่าย แค่เพียงไปตรวจระดับน้ำตาลก็ทราบผลแล้ว แต่ว่าส่วนที่ยุ่งยากคือการรับรู้อาการและรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ที่จะต้องพาเด็กไปรับการตรวจ ดังนั้น การให้ความสำคัญต่อโรคเบาหวาน และการเอาใจใส่เลี้ยงดู จะช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าถึงเวลาแล้วรึยังที่จะต้องพาลูกตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยภาพรวมแล้ว อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และสัญญาณเตือน จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงทารกหรือเด็ก เช่น โรคเบาหวานอาจเป็นสาเหตุของการปัสสาวะรดที่นอนอยู่ แม้ว่าจะฝึกเด็กไม่ให้ปัสสาวะรดที่นอนแล้วก็ตาม นอกจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ยังสามารถเกิดได้ในทุกวัย ไม่เฉพาะแต่ในเด็กเท่านั้น

สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1

“ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานประเภท 1” แต่มีสมมติฐานเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ที่โจมตีและทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน หรือ เกิดจากพันธุกรรมและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1

แม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานประเภท 1 แต่ปัจจัยที่อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ได้แก่:

  • ประวัติครอบครัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานชนิดที่ 1
  • ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม: สถานการณ์เช่นการสัมผัสกับความเจ็บป่วยจากไวรัสอาจมีบทบาทบางอย่างในโรคเบาหวานประเภท 1
  • เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างความเสียหาย (autoantibodies): หากตรวจพบ autoantibodies ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มี autoantibodies เหล่านี้จะเป็นเบาหวาน
  • ภูมิศาสตร์: บางประเทศเช่นฟินแลนด์และสวีเดนมีอัตราโรคเบาหวานประเภท 1 สูง

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ในโรคเบาหวานประเภท 2 จะมีการดำเนินของโรคจะอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นอาจจะใช้ระยะเวลาหลายเดือน หรือหลายปี กว่าจะสังเกตเห็นอาการ อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ รู้สึกกระหายน้ำมาก ปากแห้ง, ปัสสาวะบ่อย, อ่อนเพลีย เมื่อยล้ามาก, รู้สึกเจ็บหรือ มีอาการชา ตามปลายมือ ปลายเท้า, มีการติดเชื้อบริเวณผิวและเป็นซ้ำๆ, แผลหายช้า, มองเห็นไม่ชัด

เมื่อเป็นเบาหวาน ชนิดที่ 2 ไปนานๆ อาจเกิดการติดเชื้อรา เพราะเชื้อราหรือยีสต์ใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นอาหาร ดังนั้นเมื่อมีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงมากจึงทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ โดยการติดเชื้อนี้สามารถเกิดได้ในผิวหนังที่มักจะอับชื้น เช่น ร่องนิ้ว ใต้หน้าอก และบริเวณอวัยวะเพศ

นอกจากนี้ เมื่อเป็นแผล จะทำให้แผลหายช้า เพราะการที่น้ำตาลในเลือดสูง จะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด และทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทซึ่งทำให้ร่างกายรักษาบาดแผลได้ยาก และเกิดอาการปวด เจ็บ หรือชาที่ขา หรือ ปลายเท้า

สาเหตุของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

ในผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือ prediabetes (ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะพัฒนากกลายไปเป็นโรคเบาหวานประเภท 2) และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่า สาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นี้ไม่แน่นอน แต่เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โรคอ้วน และการมีน้ำหนักเกิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ จำเป็นจะต้องอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

  • น้ำหนัก: ยิ่งคุณมีเนื้อเยื่อไขมันมากเท่าไร เซลล์ของคุณก็จะยิ่งดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นเท่านั้น
  • ขาดกิจกรรมการใช้พลังงาน: ยิ่งคุณเคลื่อนไหวน้อยเท่าไร ความเสี่ยงของคุณก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนัก ใช้กลูโคสเป็นพลังงาน และทำให้เซลล์ของคุณไวต่ออินซูลินมากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์: แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าทำไม แต่คนบางคน รวมทั้งคนผิวดำ ฮิสแปนิก อเมริกันอินเดียน และอเมริกันเชื้อสายเอเชีย มีความเสี่ยงสูง
  • อายุ: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้น อาจเป็นเพราะคุณมักจะออกกำลังกายน้อยลง ลดมวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มน้ำหนักเมื่ออายุมากขึ้น แต่โรคเบาหวานประเภท 2 ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อายุน้อย
  • โรคเบาหวารขณะตั้งครรภ์: หากคุณเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ขณะตั้งครรภ์ ความเสี่ยงในการเกิด prediabetes และโรคเบาหวานประเภท 2 จะเพิ่มขึ้น หากคุณให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 9 ปอนด์ (4 กิโลกรัม) คุณก็มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 ด้วย
  • กลุ่มอาการรังไข่มีถุงน้ำหลายใบ: สำหรับผู้หญิงที่เป็นโรคถุงน้ำหลายใบ ซึ่งเป็นภาวะปกติที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ ขนขึ้นมากเกินไป และอ้วน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง: การมีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานประเภท 2
  • ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ผิดปกติ: หากมีระดับไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) หรือคอเลสเตอรอล “ดี” ในระดับต่ำ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภท 2 จะสูงขึ้น ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในเลือด ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น

อาการเริ่มต้น ของผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะไม่มีอาการแสดง อาจมีเพียงอาการหิวน้ำมากขึ้น หรือ ฉี่บ่อยขึ้น ดั้งนั้นเมื่อตั้งครรภ์ ก็ควรได้รับการฝากครรภ์ และหมอจะเป็นคนตรวจหาโรคเบาหวานในช่วงระหว่าง 24 ถึง 28 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์

สาเหตุของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ในระหว่างตั้งครรภ์ รกจะผลิตฮอร์โมนเพื่อรักษาการตั้งครรภ์ของคุณ ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ กลูโคสจะเข้าสู่เซลล์น้อยเกินไปและอยู่ในเลือดมากเกินไป ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

  • อายุ: ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปีมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ครอบครัวหรือประวัติส่วนตัว: ความเสี่ยงของคุณเพิ่มขึ้นหากมีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือถ้าสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องมีโรคเบาหวานประเภท 2 นอกจากนี้ความเสี่ยงจะมากขึ้นหากคุณเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน และหากคุณคลอดลูกที่ตัวใหญ่มาก หรือหากคุณมีการคลอดก่อนกำหนดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • น้ำหนัก: การมีน้ำหนักเกินก่อนตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยง
  • เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์: ด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจน ผู้หญิงที่เป็นคนผิวสี ฮิสแปนิก อเมริกันอินเดียน หรือชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่า

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)

อาการน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าความต้องการพลังงานของร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดดอาการต่างๆได้ เช่น อาการสั่น ประหม่าหรือวิตกกังวล เหงื่อออก สับสน มึนหัวหรือเวียนหัว หิว ง่วงนอน เพลีย รู้สึกชาที่ริมฝีปาก ลิ้น หรือแก้ม

ซึ่งคุณอาจสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว ผิวสีซีด มองเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะ ฝันร้ายหรือร้องไห้เมื่อคุณหลับ ปัญหาการประสานงาน อาการชัก

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เรามักรู้จักและเรียกกันติดปากว่า โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นโรค(ไม่ติดต่อ)ยอดนิยมที่คนไทยเป็น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นเบาหวาน ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนของเบาหวาน ได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่เท้าและขา ทำให้ทุกข์ร้อนทั้งตนเองและครอบครัว

โรคเบาหวานในแต่ละชนิดสามารถป้องกันได้แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะไม่สามารถป้องกันการเกิดของโรคได้ เพราะควบคุมสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ ในขณะที่โรคเบาหวานชนิด 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนักให้คง และการออกกำลังสม่ำเสมอ

อาการแทรกซ้อนโรคเบาหวาน

เบาหวานขึ้นตา

ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตาและเส้นประสาทส่วนปลาย

คุณอาจเคยได้ยินว่าโรคเบาหวานทำให้เกิดปัญหาสายตาและอาจนำไปสู่การตาบอดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะตาบอดได้สูงกว่าคนที่ไม่มีโรคเบาหวาน

ต้อหิน

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อหินมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน ยิ่งเป็นเบาหวานนานเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นต้อหินมากขึ้นตามอายุ

โรคต้อหินเกิดขึ้นเมื่อความดันในลูกตาสูงขึ้น โดยจะไปมีผลต่อหลอดเลือดที่นำเลือดไปยังเรตินาและเส้นประสาทตา จึงทำให้การมองเห็นจะค่อยๆ หายไป เนื่องจากเรตินาและเส้นประสาทถูกทำลาย

ต้อกระจก

ผู้ที่เป็นเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อกระจกสูงกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน และพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวานจะเป็นต้อกระจกได้แม้อายุยังไม่มาก

  • ในรายที่ต้อกระจกมีอาการที่ไม่รุนแรง อาจต้องสวมแว่นกันแดดบ่อยขึ้นและใช้เลนส์ควบคุมแสงสะท้อน แต่สำหรับต้อกระจกที่มีผลต่อการมองเห็นอย่างมาก แพทย์มักจะรักษาด้วยการผ่าตัดและแทนที่ด้วยเลนส์เทียม แต่อย่างไรก็ตาม หากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี สุดท้ายก็จะเริ่มมีอาการของต้อหินตามมาในที่สุด
จอประสาทตาผิดปกติ

เบาหวานขึ้นจอตา เป็นคำทั่วไปที่เคยได้ยิน ซึ่งเป็นคำรวมๆสำหรับความผิดปกติทั้งหมดของเรตินาที่เกิดจากโรคเบาหวาน ซึ่งจะแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • non-proliferative เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรคจอประสาทตา ซึ่งเส้นเลือดฝอยที่ด้านหลังของลูกตาจะอุดตัน โดยที่ความรุนแรงของโรคจอประสาทตาแบบนี้จะแบ่งออกเป็นระยะเริ่มต้น ระยะกลาง และระยะรุนแรง ตามความรุนแรงของหลอดเลือดที่อุดตัน
  • จอประสาทตาบวม แม้ว่าภาวะจอประสาทตาบวมนี้ไม่ทำให้สูญเสียการมองเห็นในทันที แต่ผนังเส้นเลือดฝอยอาจสูญเสียความสามารถในการควบคุมการผ่านของสารระหว่างเลือดกับเรตินา ของเหลวสามารถรั่วไหลเข้าสู่ส่วนของดวงตาที่มีการโฟกัสที่จุดภาพชัด เมื่อจุดภาพชัดบวมด้วยของเหลว อาการที่เรียกว่าจุดภาพชัดบวมน้ำ การมองเห็นจะพร่ามัวและอาจสูญเสียไปโดยสิ้นเชิง
  • proliferative ในบางคนโรคจอประสาทตาจะดำเนินเรื่อยๆจนเกิดรูปแบบที่ร้ายแรงกว่าที่เรียกว่าโรคจอประสาทตาที่มีการงอกขยาย (proliferative retinopathy) ซึ่งหลอดเลือดได้รับความเสียหายจนปิดสนิท และร่างกายได้สร้างหลอดเลือดใหม่ เส้นเลือดใหม่เหล่านี้อ่อนแอและเปราะบาง จึงทำให้เกิดการรั่วไหลของเลือดได้ ทำให้มองไม่เห็น หลอดเลือดใหม่ยังสามารถทำให้เนื้อเยื่อแผลเป็นเติบโตได้ หลังจากที่เนื้อเยื่อแผลเป็นหดตัว เรตินาอาจบิดเบี้ยวหรือดึงออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่าเรตินาลอกออก
เบาหวานและเท้า

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักพบปัญหาที่เท้าได้หลายอย่าง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็อาจแย่ลงจนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ร้ายแรงได้

ปัญหาเท้ามักเกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย หรือที่เรียกว่าเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเสียวซ่า ปวด (แสบร้อนหรือแสบ) หรือเท้าอ่อนแรง นอกจากนี้ยังอาจทำให้สูญเสียความรู้สึกที่เท้า รวมถึงอาจจะได้รับบาดเจ็บโดยไม่ทราบสาเหตุ การไหลเวียนของเลือดไม่ดี หรือ เท้าผิดรูปไปเลยก็มี

ระบบประสาท

ความเสียหายของเส้นประสาทจากเบาหวาน อาจจะทำให้ไม่รู้สึก ลดความสามารถในรับรู้ความร้อน และความเย็นได้ การสูญเสียความรู้สึก จะหมายความว่า คุณไม่รู้สึกถึงอาการบาดเจ็บที่เท้า คุณอาจเหยีบบก้อนหิน มีดบาด หรือเป็นแผล ตุ่มพองโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่สังเกตเห็น ทำให้กว่าจะรู้ก็เกิดอาการผิวหนังแตกและติดเชื้อไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงของผิว

บางครั้งเท้าของคุณอาจแห้งมาก ผิวหนังอาจลอกและแตกได้ ปัญหานี้เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทที่ส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิว

การไหลเวียนไม่ดี

การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงที่เท้าและขาตีบและแข็งตัว ทำให้หากเกิดแผล หรือการติดเชื้อก็จะทำการรักษาได้ยาก

แผลที่เท้า

แผลเกิดขึ้นบ่อยที่สุด จะเกิดที่ปลายเท้าหรือที่ด้านล่างของหัวแม่เท้า แผลที่ด้านข้างของเท้ามักเกิดจากรองเท้าที่ไม่พอดี

ต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าแผลพุพองเล็กๆน้อยๆจะไม่เจ็บ แต่การละเลยอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ต้องถูกตัดแขนหรือขาได้ในที่สุด

โรคไต

ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรองกำจัดของเสียออกจากเลือด

โรคเบาหวานสามารถทำลายไต และทำให้เกิดภาวะไตล้มเหลวได้

เบาหวานทำให้เกิดโรคไตได้อย่างไร?

เมื่อร่างกายย่อยโปรตีนที่เรากินเข้าไป กระบวนต่างๆในร่างกายก็จะเกิดของเสีย และเข้าสู่กระแสเลือด และหลอดเลือดที่ไตก็ทำหน้าที่ขับของเสียเหล่าออกไปเป็นส่วนหนึ่งของปัสสาวะ

เมื่อเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ไตทำงานหนัก หลังจากผ่านไปหลายปี ก็จะไม่สามารถกรองและดูดกลับสารต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม จนกรองโปรตีนกลับเข้ามาไม่ได้ จึงตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะทำให้อาการแย่ลงจนเกิดโรคไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย

อาการโรคไตมีอะไรบ้าง

เมื่อเส้นเลือดฝอยเล็กๆในไตถูกทำลายไป ไตก็จะทำงานหนักขึ้น แต่ว่าโรคไตจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าการไตใกล้จะทำงานไม่ไหวแล้ว อีกทั้งอาการของโรคไตก็ไม่จำเพาะเจาะจง อาการแรกของโรคไตมักเกิดจากของเหลวสะสม อาการอื่นๆ ของโรคไต ได้แก่ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ปวดท้อง อ่อนแรง และขาดสมาธิ

โรคหัวใจ สมอง และหลอดเลือด

โรคหัวใจและหลอดเลือดที่หัวใจ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในผู้ป่วยเบาหวาน ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เสียชีวิต 2/3 ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนที่ไม่มีโรคเบาหวานถึง 2 เท่า

เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เนื้อเยื่อสมองก็จะถูกทำลาย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดสมองอุดตัน อาจทำให้เกิดปัญหาในการเคลื่อนไหว ปวด ชา และมีปัญหากับการคิด การจำ หรือการพูด บางคนยังมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้า หลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

หลอดเลือด

ตอนที่มีสุขภาพดี หลอดเลือดจะมีความยืดหยุ่น และช่วยให้เลือดสูบฉีดจากหัวใจไปได้ทุกที่ในร่างกาย ด้วยการไหลเวียนของเลือดก็จะนำพาออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

แต่สิ่งต่างๆ เริ่มที่จะช้าหลงเมื่อระบบไหลเวียนไม่ดี เมื่อหลอดเลือแข็งตัวและแคบลง เนื่องจากการสะสมของคราบพลัค ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด จึงทำให้อวัยวะต่างๆ และหัวใจ ขาดออกซิเจน และสารอาหาร

หากเลือดไปเลี้ยงขาไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย และถ้าอยู่ในสมองก็จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

หัวใจล้มเหลว และการเต้นผิดจังหวะ

เมื่อกล้ามเนื้อในหัวใจอ่อนแอเกินกว่าจะสูบฉีดเลือดได้ จึงไม่สามารถส่งเลือดไปยังทุกส่วนของร่างกายได้เพียงพอ

การเต้นของหัวใจผิดปกติ เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือ เกิดความเสียหายต่อหัวใจ มีผลต่อคลื่นไฟฟ้าที่ทำให้หัวใจเต้น

ความดันโลหิตสูง

2 ใน 3 ของคนที่เป็นโรคเบาหวาน มักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเมื่อมีความดันโลหิตสูงหัวใจก็ต้องทำงานหนักขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และปัญหาอื่นๆ ก็ย่อมเพิ่มขึ้น

DKA (ketoacidosis)

ภาวะ ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะร้ายแรงที่สามารถนำไปสู่อาการโคม่าจากเบาหวาน (หมดสติเป็นเวลานาน) หรือแม้แต่เสียชีวิต

หากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงานได้อย่างเพียงพอกับความต้อง ร่างกายก็จะเริ่มเผาผลาญไขมันเพื่อเป็นพลังงานแทน ซึ่งทำให้เกิดคีโตนโนเลือด ซึ่งที่จะใช้กลูโคส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานปกติของร่างกาย เมื่อคีโตนสะสมในเลือด คีโตนจะทำให้เป็นกรดมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าโรคเบาหวานของคุณไม่สามารถควบคุมได้หรือคุณกำลังป่วย

สัญญาณเตือนของ DKA คืออะไร

DKA มักจะค่อยๆเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการอาเจียน นี่เป็นสัญญานเตือนว่าอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

อาการเริ่มแรก ได้แก่ หิวน้ำหรือปากแห้งมาก ปัสสาวะบ่อย ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ระดับคีโตนในปัสสาวะสูง

อาการอื่นๆที่ตามมา ได้แก่ รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ผิวแห้งหรือแดง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง หายใจลำบาก หายใจมีกลิ่น สับสน ขาดสมาธิ

มีระดับคีโตนสูง ต้องทำอย่างไร

รีบพบหมอ ทันทีหากตรวจพบเงื่อนไขต่อไปนี้

  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง
  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง ร่วมกับ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
  • เมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง และอาเจียนมากกว่าสองครั้งในสี่ชั่วโมง
  • อย่าออกกำลังกายเมื่อเมื่อตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าระดับคีโตนสูง
ตรวจคีโตนเองได้อย่างไร

สามารถตรวจหาคีโตนด้วยการทดสอบปัสสาวะ โดยใช้แผ่นทดสอบ ซึ่งคล้ายกับแถบตรวจเลือด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้ตรวจปัสสาวะของคุณเพื่อหาคีโตนเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณมากกว่า 240 มก./ดล. และหากเจ็บป่วย เช่น เมื่อเป็นหวัด ให้ตรวจดูคีโตนทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง

DKA เกิดจากอะไร?

เหตุผลพื้นฐานที่ทำให้คีโตนในร่างกายสูงกว่าปกติ ได้แก่

  • อินซูลินมีไม่เพียงพอ หรือ ร่างกายต้องการอินซูลินมากกว่าปกติเนื่องจากการเจ็บป่วย
  • ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เช่น เมื่อคุณป่วย ก็จะเบื่ออาหาร ทำให้ร่างกายนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานแทน
  • ปฏิกิริยาของอินซูลิน (น้ำตาลในเลือดต่ำ) หากทำการตรวจคีโตนในตอนเช้าแล้วมีค่าสูง อาจเป็นผลมาจากปฏิกิริยาของอินซูลินขณะนอนหลับ
โรคทางระบบประสาท

ความเสียหายของเส้นประสาทที่เกิดจากโรคเบาหวาน เป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี

แต่หากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ก็จะเป็นการช่วยป้องกันหรือชะลอความเสียหายของเส้นประสาทได้

เมื่อระบบประสาทเกิดความเสียหาย ย่อมส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะเพศ หัวใจและหลอดเลือด ต่อมเหงื่อ และดวงตา

ระบบย่อยอาหาร: อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้และอาเจียน ท้องร่วง ท้องผูก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยาก

ระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะบ่อยมาก หรือ ไม่เพียงพอ รู้สึกเหมือนต้องปัสสาวะเมื่อไม่ปัสสาวะ หรือปัสสาวะรั่ว ไม่รู้สึกว่าต้องปัสสาวะแม้ว่ากระเพาะปัสสาวะจะเต็ม และติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

ระบบสืบพันธ์ุ: มีปัญหาในการแข็งตัวของอวัยวะเพศในผู้ชาย และมีอาการช่องคลอดแห้งในผู้หญิง

ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เวียนหัวเป็นลม หัวใจของฉันเต้นเร็วเกินไป

ตา: ปรับแสงไม่ได้ มองไม่ชัด

ปลายประสาทอักเสบ

อาการ ปลายประสาทอักเสบ เป็นความผิดปกติชนิดที่พบบ่อยที่สุด ส่งผลต่อเส้นประสาทในมือ เท้า ขา และแขน โดยทั่วไปจะเริ่มที่เท้า และมักจะเริ่มที่เท้าทั้งสองข้างพร้อมกัน

อาการที่บ่งบอก ได้แก่ รู้สึกชา อ่อนเรง รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่มือ-เท้า มีอาการปวดแสบปวดร้อน และไวต่อความรู้สึกมาก เกิดความรู้สึกร้อนหรือเย็น หรือ อาจจะ่สูญเสียความรู้สึกไปเลย ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้ว่าจะเป็นแผล

ระบบประสาทอัตโนมัติ

โรคระบบประสาทอัตโนมัติส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะเพศ รวมถึงอวัยวะอื่นๆ

กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน เป็นอาการทั่วไปที่พบได้บ่อย เมื่อกระเพาะปัสสาวะไม่ตอบสนองต่อแรงกดตามปกติ คือ ไม่รู้สึกปวดฉี่ ก็จะทำให้ปัสสาวะค้างอยู่อย่างนั้น แล้วก็จะนำไปสู่การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

หย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดความผิดปกติ

อาการท้องร่วง และอาการท้องผูก อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมลำไส้เล็กเสียหาย และช่องท้องก็ได้รับผลกระทบ จากการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนย้ายอาหารผ่านระบบย่อยอาหาร ทำให้อาเจียนและท้องอืด ภาวะนี้เรียกว่า gastroparesis

ความผิดปกติทางผิวหนัง

โรคเบาหวานสามารถส่งผลกระทบต่อทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีอาการทางผิวหนังได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อรา และอาการคัน นอกจากนี้ยังมีโรคผิวหนังจากเบาหวานอื่นๆอีก เช่น diabetic dermopathy, necrobiosis lipoidica diabeticorum, diabetic blisters, and eruptive xanthomatosis

ติดเชื้อแบคทีเรีย

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียมากกว่าคนอื่นๆ และเมื่อมีการติดเชื้อ มักจะพบอาการอักเสบบวม แดง และเจ็บปวด บริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อแบคทีเรียได้บ่อย ได้แก่

  • Styes (การติดเชื้อของต่อมของเปลือกตา)
  • Folliculitis (การติดเชื้อของรูขุมขน)
  • Carbuncles (การติดเชื้อลึกของผิวหนังและเนื้อเยื่อข้างใต้)
  • การติดเชื้อรอบเล็บ
ติดเชื้อรา

เชื้อราที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานมักเป็น Candida albicans เชื้อราที่มีลักษณะเหมือนยีสต์นี้ สามารถสร้างผื่นคันตามบริเวณที่ชื้นและเป็นสีแดง ซึ่งรายล้อมไปด้วยตุ่มน้ำเล็กๆ และเกล็ดเล็กๆ การติดเชื้อเหล่านี้มักเกิดขึ้นในบริเวณที่อุ่นและชื้นของผิวหนัง บริเวณที่มีปัญหาอยู่ใต้หน้าอก รอบเล็บ ระหว่างนิ้วและนิ้วเท้า ที่มุมปาก ใต้หนังหุ้มปลายลึงค์ และในรักแร้และขาหนีบ

การติดเชื้อราที่พบบ่อย ได้แก่ อาการคันเท้า กลาก และการติดเชื้อในช่องคลอดที่ทำให้เกิดอาการคัน

คำถามที่พบบ่อย


โรคเบาหวาน ภาษาอังกฤษคืออะไร

โรคเบาหวาน ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า diabetes โดย โรคเบาหวานที่พูดถึงส่วนมาก มักจะหมายถึง โรคเบาหวานประเภท 2 ที่จะเริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย (เด็กและวัยรุ่นก็อาจเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 นี้ได้เช่นกัน) โรคเบาหวานประเภท 2 เป็นภาวะเรื้อรังที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (กลูโคส) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานชื่อว่าอะไร?

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาล (กลูโคส) เป็นพลังงานเรียกว่าอินซูลิน โดยฮอร์โมนอินซูลินนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยร่างกายในตับอ่อน และเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ก็จำเป็นต้องฉีด หรือรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังนั้น ทุกคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานที่พึ่งพาอินซูลินตั้งแต่ในเด็ก) ส่วนมาก็จะได้รับการบำบัดด้วยอินซูลิน ในขณะที่ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 บางคนจะต้องฉีดอินซูลินด้วย โดยอินซูลินมีอยู่หลายประเภท และโครงสร้างทางเคมีที่ต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาในการออกฤทธิ์

อินซูลิน ถูกสร้างขึ้นมาจากตับอ่อน จริงหรือเปล่า

อวัยวะในร่างกายที่สร้างอินซูลินคือตับอ่อน โดยตับอ่อนนี้จะมีขนาดเท่ามือ มีตำแหน่งตั้งอยู่หลังส่วนล่างของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ และสร้างฮอร์โมน รวมทั้งอินซูลิน ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ต่างกันอย่างไร?

โรคเบาหวานประเภท 1 เคยถูกเรียกว่าเบาหวานในเด็ก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กอันเป็นผลมาจากตับอ่อนที่มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด ซึ่งทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือ ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย ในทางตรงกันข้ามกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เคยถูกเรียกว่าเบาหวานที่เริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยในภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายมีปัญหาเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่ออินซูลินที่ผิดปกติ และไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ รวมถึงอาจมีความผิดปกติในการผลิตอินซูลินของตับอ่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบไหนที่คนเป็นมากกว่ากัน?

โรคเบาหวานประเภท 2 มีคนเป็นมากกว่าโดยคิดเป็นประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ซึ่งพบได้บ่อยกว่าโรคเบาหวานประเภท 1

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็น โรคเบาหวานประเภท 2 คืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 คือการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โดยเกือบ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ การตั้งครรภ์ ความเครียด ยาบางชนิด พันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว และคอเลสเตอรอลสูง

โรคเบาหวานประเภท 2 จะป้องกันได้หรือไม่?

ใช่แล้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดน้ำหนักเพียง 5-10% ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกาย อาจป้องกันหรือชะลอการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 ในบุคคลที่มีความเสี่ยง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 คือการรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง เพิ่มกิจกรรม และลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกิน

การกินหวาน หรือ น้ำตาลมากเกินไปทำให้เป็นเบาหวานได้จริงหรือ?

เป็นความเข้าใจที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า การกินน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นเป็นกรรมพันธุ์ และไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและวิถีชีวิต เมื่อกินหวาน หรือ น้ำตาล มากขึ้น ก็จะได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้อ้วน มีน้ำหนักเกิน จนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในงานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะมีผลต่อการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหวาน เช่น โซดาปกติ ฟรุตพันช์ เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอื่นๆ เพื่อช่วยป้องกันโรคเบาหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) และสามารถให้พลังงานได้หลายร้อยแคลอรีต่อหนึ่งมื้อ!

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอะไรบ้าง?

อาการของโรคเบาหวาน ที่พบได้ทั่วไป เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย และเมื่อยล้า ซึ่งอาการต่างๆก็จะเกิดจากภาวะของระดับน้ำตาลในเลือดสูง (ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง)

อย่างไรก็ตาม อาการอาจไม่ปรากฏในตอนแรกเนื่องจากอาการของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อเวลาผ่านไปจึงค่อยเกิดอาการต่างๆตามมา เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยล้า กระสับกระส่าย คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดความสับสน ง่วงซึม และแม้กระทั่งหมดสติ (โคม่าจากเบาหวาน ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์)

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

11August 2021

โรคเบาหวาน การป้องกัน

โรคเบาหวาน การป้องกัน

ในปัจจุบันนี้ คนไทยเป็นเบาหวานแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน และยังมีคนที่อยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน รวมถึงคนที่ยังไม่รู้ตัวและถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานอีกไม่รู้เท่าไหร่

เบาหวาน คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แต่เรามักรู้จักและเรียกกันติดปากว่า โรคเบาหวาน ซึ่งถือเป็นโรค(ไม่ติดต่อ)ยอดนิยมที่คนไทยเป็น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจากการเป็นเบาหวาน ติดต่อกันนานๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

อาการแทรกซ้อนของเบาหวาน ได้ในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่เท้าและขา ทำให้ทุกข์ร้อนทั้งตนเองและครอบครัว

โรคเบาหวานในแต่ละชนิดสามารถป้องกันได้แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็จะไม่สามารถป้องกันการเกิดของโรคได้ เพราะควบคุมสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้ ในขณะที่โรคเบาหวานชนิด 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร การควบคุมน้ำหนักให้คง และการออกกำลังสม่ำเสมอ

“สิ่งสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ”

การพยายามปรับพฤติกรรม ใครๆก็สามารถทำได้หากตั้งใจ

การป้องกัน หรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการทำกิจกรรมและการออกกำลังกาย ร่วมกับการกินอาหารตามหลักโภชนาการ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง และลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) ภายใต้ข้อแนะนำ คือ ควรมีน้ำหนักตัวและรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน


การป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

อาหารที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน คือ อาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และระมัดระวังการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต อาหารไขมันสูง ขนม หรือเครื่องดื่มที่มีความหวาน อาจดื่มน้ำเปล่า ชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล แทนน้ำผลไม้ เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อขาวที่ไม่ติดมัน อย่างปลา ไก่ หรืออาหารทะเล แทนเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป

tail

ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือ มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ดังนั้น การลดน้ำหนัก จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันให้เราห่างจากเบาหวานได้ โดย มีคำแนะนำดังนี้

  • ลดการกินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก อาหารหมักดอง
  • ลดกินหวาน แม้แต่น้ำตาลเทียม เพื่อปรับนิสัย และพฤติกรรม
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด หวานจัด ในแต่ละวัน ไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา
  • กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ให้ควบคุมพลังงานของสารอาหารในแต่ละวัน ด้วยการลดปริมาณไขมันและลดแคลอรี่ให้น้อยลง 500 – 1,000 แคลอรี่ต่อวัน (ความเหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละคน ตามน้ำหนักตัว)
  • เพิ่มกิจกรรมที่ทำให้ใช้พลังงานอย่างน้อย 700 แคลอรี่ต่อสัปดาห์ หรือ ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เราลดน้ำหนักลงได้อย่างน้อย 7% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น และให้ตั้งเป้าหมายให้ลดน้ำหนักลงอย่างต่อเนื่องอีก 5% ของน้ำหนักใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • เน้นปริมาณสัดส่วนโปรตีนไขมันต่ำให้สูงขึ้น เป็น 30% ของพลังงานต่อวัน เน้นกินเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ หรือ โปรตีนจากพืช
  • เน้นกินคาร์โบไฮเดรตจากผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้
  • กินผัก เพิ่มใยอาหาร
  • เลี่ยงอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้สำเร็จรูป
  • งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การป้องกันเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การป้องกันเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรมีการเข้าฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่ในระยะแรก เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองเบาหวานในกรณีที่มีความเสี่ยง พร้อมทั้งควบคุมอาหารที่รับประทาน และออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดทั้งก่อนและตลอดการตั้งครรภ์ โดยการควบคุมอาหาร พยายามลดอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาล และเพิ่มอาหารพวกโปรตีนและผัก และหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น มะม่วง หรือทุเรียน พักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ถ้าคลอดแล้วเบาหวานจะหายขาดไหม

หลังคลอดอาการเบาหวานจะหายไป แต่หากตั้งครรภ์อีก โอกาสที่จะเป็นเบาหวานจะมีมากกว่า 30% อย่างไรก็ดีเมื่อคลอดไปแล้วภายใน 6 สัปดาห์ ก็ควรเจาะดูระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้ง ถ้าค่าน้ำตาลเป็นปกติก็ให้ตรวจซ้ำทุกปีเพราะว่าคนที่มีอาการเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่สอง

ลดน้ำหนัก ซึงจะป้องเบาหวานชนิดที่สองได้

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ สาเหตุเกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ รกจะสร้างฮอร์โมนบางชนิดที่มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินที่คอยคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ถ้าภาวะนี้ไม่ได้รับการควบคุม จะทำให้เกิดอาการเบาหวานขณะตั้งครรภ์และส่งผลกระทบต่อทั้งตัวแม่และทารกในครรภ์ได้

วิธีทดสอบเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การตรวจโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะเริ่มทำเมื่ออายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ หรือเริ่มตรวจเมื่อมาฝากครรภ์ครั้งแรกในคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยคุณหมอจะให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง

หากระดับน้ำตาลเท่ากับหรือมากกว่า 140 มก./ดล.หมายความว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และต้องทำการทดสอบต่อโดยให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม ถ้าค่าที่ได้มากกว่า 185 มก./ดล. ให้วินิจฉัยว่าคุณแม่ท่านนั้นเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยไม่ต้องตรวจเพิ่มเติม

อาการของเบาหวานขณะตั้งครรภ์

เบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ แต่บางคนก็อาจจะเกิดภาวะนี้ในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ ส่วนใหญ่แพทย์จะตรวจพบภาวะดังกล่าวได้จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด แต่หญิงตั้งครรภ์บางรายอาจมีอาการหิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปากแห้ง และรู้สึกเหนื่อยหากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งบางอาการค่อนข้างคล้ายคลึงกับอาการของคนตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการที่เผชิญอยู่

วิธีป้องกัน และรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

  1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แพทย์อาจให้ผู้ป่วยตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด 4-5 ครั้ง/วัน ในช่วงเวลาก่อนรับประทานอาหารเช้าและหลังมื้ออาหารทุกมื้อ เพื่อตรวจดูว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงบนแถบทดสอบ จากนั้นอ่านค่าด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาล ซึ่งจะแสดงระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยการบริโภคผัก ผลไม้ และธัญพืช เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากเป็นอาหารที่มีสารอาหารและเส้นใยสูง แต่มีน้ำตาลน้อยและมีแคลอรี่ต่ำ นอกจากนี้ ควรจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารจำพวกแป้ง และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยมีน้ำตาลในเลือดสูงและมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยอาจปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนและกำหนดเมนูอาหารในแต่ละมื้อของวัน
  3. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะเป็นการกระตุ้นน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้เคลื่อนเข้าสู่เซลล์เพื่อผลิตเป็นพลังงาน และยังช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วย นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่ถูกวิธีอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการตั้งครรภ์ได้ เช่น อาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ตัวบวม ท้องผูก และนอนไม่หลับ เป็นต้น แต่ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรออกกำลังกายอย่างเหมาะสมหลังจากได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
  4. ใช้ยารักษา หากระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงอยู่หลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกายมาระยะหนึ่งแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาฉีดอินซูลิน เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ แพทย์อาจตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์มากเป็นพิเศษด้วยการอัลตราซาวด์ และอาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูพัฒนาการของทารกในครรภ์ว่ามีการเจริญเติบโตตามปกติหรือไม่ กรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะคลอดช้ากว่ากำหนด แพทย์อาจวางแผนให้ผู้ป่วยเจ็บครรภ์คลอดเร็วขึ้น เนื่องจากการคลอดช้ากว่ากำหนดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งมารดาและทารกได้

ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ผลกระทบต่อทารกในครรภ์

มีน้ำหนักตัวมาก ระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่สูงมากของหญิงตั้งครรภ์อาจขัดขวางการทำงานของตับอ่อน โดยจะกระตุ้นให้ตับอ่อนของทารกผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ทารกมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการคลอด หากเกิดภาวะดังกล่าว แพทย์อาจประเมินให้ทำการผ่าคลอดเพื่อป้องกันการฉีกขาดของช่องคลอด

คลอดก่อนกำหนด

เด็กอาจคลอดในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ และอาจเผชิญภาวะหายใจลำบาก ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจนกว่าปอดของทารกจะสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทารกที่เกิดจากแม่ซึ่งป่วยเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจเผชิญภาวะหายใจลำบากได้เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้คลอดก่อนกำหนดก็ตาม

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ทารกแรกเกิดบางรายอาจเผชิญภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินออกมามากเกินไป และอาจทำให้ทารกมีอาการชักได้ อย่างไรก็ตาม การให้นมบุตรและการฉีดกลูโคสเข้าทางหลอดเลือดดำสามารถปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

ตัวเหลือง

ระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำอาจส่งผลให้ทารกเกิดภาวะตัวเหลืองหลังคลอด ซึ่งอาจทำให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาล

ผลกระทบต่อมารดา

ภาวะน้ำคร่ำมาก ปริมาณน้ำคร่ำในมดลูกที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด และอาจเกิดปัญหาอื่น ๆ ขึ้นในระหว่างคลอดได้

ครรภ์เป็นพิษ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งอาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์

เบาหวานหลังคลอด

ผู้ที่เคยเผชิญภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นเบาหวานอีกครั้งเมื่อตั้งครรภ์ลูกคนต่อไป และอาจป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 หลังคลอดได้ ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดังกล่าว

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานแบบเฉียบพลัน

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) (จะเกิดอาการับสน เกร็ง เป็นลม อาจชักและหมดสติ) ป้องกันได้โดยตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนทำกิจกรรม หรือ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างวัน หากมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ต้อง กิน (พกลูกอม หรือ จิบน้ำหวาน)

การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ป้องกันได้โดยตรวจระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างวัน และไม่ลืมกินยา หรือ ฉีดยา

  • แบบที่มีกรดคีโตน มักจะเกิดในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 – ผู้ป่วยจะมีน้ำตาลมากกว่า 250 มก./ดล.และตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ เกิดอาการหอบ ซึม และขาดน้ำ จนกระทั่งหมดสติ
  • แบบที่ไม่มีคีโตน มักจะเกิดในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 – ผู้ป่วยจะมีน้ำตาลมากกว่า 600 มก./ดล. ผู้มักจะเกิดเพราะว่าควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ มักมีอาการซึม อาจชักจนหมดสติ

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานแบบเรื้อรัง

เบาหวานขึ้นตา และ เบาหวานลงไต

โรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไตเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบเฉพาะผู้เป็นเบาหวาน ดังนั้นถ้าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมือนคนปกติก็จะไม่เกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าว ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้เป็นเบาหวานให้เหมือนคนปกติโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน ๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือดจากการรักษา ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่คนไข้ได้ ดังนั้นเป้าหมายการควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไตก็จะขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ตลอดจนโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยทั่วไปจะแนะนำให้ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) น้อยกว่า 7% นอกจากนี้การควบคุมความดันโลหิตก็จะมีส่วนอย่างมากในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไต โดยทั่วไปมักจะแนะนำให้ความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 130 มม.ปรอท และความดันโลหิตตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท ในกรณีที่ผู้ป่วยเบาหวานเกิดเบาหวานลงไตระยะหลัง ๆ เช่นการทำงานของไตเสื่อม พบว่าการควบคุมระดับความดันโลหิตอย่างเข้มงวดจะมีประโยชน์ มากกว่าการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ใน ผู้ป่วยเบาหวานที่มีไข่ขาวรั่วออก มาในปัสสาวะ การใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุ่ม ACEI (angiotensin-converting enzyme inhibitors) หรือ ARB (angiotensin receptor blockers) จะสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ การใช้ยากลุ่มนี้ก็ควรต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

เนื่องจากในระยะแรกของโรคเบาหวานขึ้นตาและเบาหวานลงไต ผู้เป็นเบาหวานจะไม่มีอาการผิดปกติ การตรวจค้นหาภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจึงมีความสำคัญและจะทำให้เริ่มการรักษาได้เร็ว ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นมากตามมา ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจจอรับภาพของตา ตรวจปัสสาวะดูระดับไข่ขาวและตรวจเลือดดูการทำงานของไตปีละหนึ่งครั้งในกรณีที่ยังไม่เคยตรวจพบความผิดปกติมาก่อน และควรตรวจให้บ่อยขึ้นถ้าตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และ โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบตันสามารถพบได้ในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน แต่ผู้เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้มากกว่าถึง 2-3 เท่า เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น การป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวต้องอาศัยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ อย่างดังกล่าวร่วมกันคือ ควบคุมระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลให้ได้น้อยกว่า 100 มก./ดล. โดยรับประทานยาในกลุ่ม statin ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท หยุดสูบบุหรี่ ควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ไม่ให้เกิน 7.0 หรือ7.5% และในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรค เช่น อายุมากและมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง อาจจะพิจารณาให้รับประทานยา aspirin ขนาด 81 มก. เพื่อป้องกันการเกิดโรคร่วมด้วย

คำถามที่พบบ่อย


โรคเบาหวาน ภาษาอังกฤษคืออะไร

โรคเบาหวาน ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า diabetes โดย โรคเบาหวานที่พูดถึงส่วนมาก มักจะหมายถึง โรคเบาหวานประเภท 2 ที่จะเริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย (เด็กและวัยรุ่นก็อาจเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 นี้ได้เช่นกัน) โรคเบาหวานประเภท 2 เป็นภาวะเรื้อรังที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (กลูโคส) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเหมาะสม

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นพลังงานชื่อว่าอะไร?

ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาล (กลูโคส) เป็นพลังงานเรียกว่าอินซูลิน โดยฮอร์โมนอินซูลินนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยร่างกายในตับอ่อน และเมื่อร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ก็จำเป็นต้องฉีด หรือรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังนั้น ทุกคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานที่พึ่งพาอินซูลินตั้งแต่ในเด็ก) ส่วนมาก็จะได้รับการบำบัดด้วยอินซูลิน ในขณะที่ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 บางคนจะต้องฉีดอินซูลินด้วย โดยอินซูลินมีอยู่หลายประเภท และโครงสร้างทางเคมีที่ต่างกัน ซึ่งจะมีผลต่อระยะเวลาในการออกฤทธิ์

อินซูลิน ถูกสร้างขึ้นมาจากตับอ่อน จริงหรือเปล่า

อวัยวะในร่างกายที่สร้างอินซูลินคือตับอ่อน โดยตับอ่อนนี้จะมีขนาดเท่ามือ มีตำแหน่งตั้งอยู่หลังส่วนล่างของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ และสร้างฮอร์โมน รวมทั้งอินซูลิน ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ต่างกันอย่างไร?

โรคเบาหวานประเภท 1 เคยถูกเรียกว่าเบาหวานในเด็ก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กอันเป็นผลมาจากตับอ่อนที่มีความผิดปกติตั้งแต่เกิด ซึ่งทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือ ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย ในทางตรงกันข้ามกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เคยถูกเรียกว่าเบาหวานที่เริ่มมีอาการในผู้ใหญ่ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยในภายหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น ซึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายมีปัญหาเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่ออินซูลินที่ผิดปกติ และไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ รวมถึงอาจมีความผิดปกติในการผลิตอินซูลินของตับอ่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบไหนที่คนเป็นมากกว่ากัน?

โรคเบาหวานประเภท 2 มีคนเป็นมากกว่าโดยคิดเป็นประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด ซึ่งพบได้บ่อยกว่าโรคเบาหวานประเภท 1

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็น โรคเบาหวานประเภท 2 คืออะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 คือการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน โดยเกือบ 90% ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคเบาหวานประเภท 2 ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ การตั้งครรภ์ ความเครียด ยาบางชนิด พันธุกรรมหรือประวัติครอบครัว และคอเลสเตอรอลสูง

โรคเบาหวานประเภท 2 จะป้องกันได้หรือไม่?

ใช่แล้ว โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยทั่วไปสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดน้ำหนักเพียง 5-10% ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกาย อาจป้องกันหรือชะลอการพัฒนาของโรคเบาหวานประเภท 2 ในบุคคลที่มีความเสี่ยง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 คือการรักษาน้ำหนักให้แข็งแรง เพิ่มกิจกรรม และลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกิน

การกินหวาน หรือ น้ำตาลมากเกินไปทำให้เป็นเบาหวานได้จริงหรือ?

เป็นความเข้าใจที่บอกต่อๆกันมาที่ว่า การกินน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นเป็นกรรมพันธุ์ และไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการผสมผสานระหว่างพันธุกรรมและวิถีชีวิต เมื่อกินหวาน หรือ น้ำตาล มากขึ้น ก็จะได้รับแคลอรี่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้อ้วน มีน้ำหนักเกิน จนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในงานวิจัยพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะมีผลต่อการทำให้เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหวาน เช่น โซดาปกติ ฟรุตพันช์ เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอื่นๆ เพื่อช่วยป้องกันโรคเบาหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มน้ำตาลในเลือด (กลูโคส) และสามารถให้พลังงานได้หลายร้อยแคลอรีต่อหนึ่งมื้อ!

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอะไรบ้าง?

อาการของโรคเบาหวาน ที่พบได้ทั่วไป เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย และเมื่อยล้า ซึ่งอาการต่างๆก็จะเกิดจากภาวะของระดับน้ำตาลในเลือดสูง (ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง)

อย่างไรก็ตาม อาการอาจไม่ปรากฏในตอนแรกเนื่องจากอาการของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อเวลาผ่านไปจึงค่อยเกิดอาการต่างๆตามมา เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เหนื่อยล้า กระสับกระส่าย คลื่นไส้ และเวียนศีรษะ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดความสับสน ง่วงซึม และแม้กระทั่งหมดสติ (โคม่าจากเบาหวาน ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์)

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

10August 2021

เอนชัวร์ (ENSURE), นมเอนชัวร์, นมผงเอนชัวร์ ล็อตใหม่ซื้อที่นี่

เอนชัวร์ (Ensure) ซื้อที่ไหน

อาหารทดแทนหรืออาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง

ขายดีที่สุด

เอนชัวร์ อาหารสูตรครบถ้วน โปรโมชั่นจาก abbott

ซื้อของไม่หมดอายุ, เก็บรักษาดี, ไม่ชื้น, ไม่ตากแดด ได้ที่นี่

เอนชัวร์ คือ อาหารทางการแพทย์ อาหารทดแทน หรือ อาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ที่ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการ ซึ่งนำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากใช้กับคนทั่วไป คนไข้พักฟื้นแล้ว ยังสามารถใช้ในผู้ที่ให้อาหารทางสายยางได้ (ฆอ. 403/2563)

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

โปรตีนที่หลากหลาย ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยชะลอการลดลงของมวลกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

สารอาหารครบถ้วน

มีสารอาหารครบถ้วน พร้อมวิตามิน และแร่ธาตุ 28 ชนิด พร้อมใยอาหาร FOS

หมายเหตุ: โปรโมชั่นปรับเปลี่ยนตามบริษัทฯ

ซื้อ เอนชัวร์ (Ensure) วานิลลา กดที่รูปภาพ

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 850 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 850 กรัม จำนวน 2 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 850 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 850 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 850 กรัม จำนวน 12 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา แบบถุงเติม จำนวน 400 กรัม x 6 ถุง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 400 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 400 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 400 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ วานิลลา 400 กรัม จำนวน 12 กระป๋อง กดที่นี่

หมายเหตุ: โปรโมชั่นปรับเปลี่ยนตามบริษัทฯ

ซื้อ เอนชัวร์ (Ensure) ธัญพืช กดที่รูปภาพ

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 850 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 850 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 850 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 400 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 400 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ธัญพืช 400 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

หมายเหตุ: โปรโมชั่นปรับเปลี่ยนตามบริษัทฯ

ซื้อ เอนชัวร์ (Ensure) ช็อกโกแลต กดที่รูปภาพ

Ensure เอนชัวร์ ช็อกโกแลต 850 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ช็อกโกแลต 850 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ช็อกโกแลต 850 กรัม จำนวน 12 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ช็อกโกแลต 400 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ ช็อกโกแลต 400 กรัม จำนวน 12 กระป๋อง กดที่นี่

หมายเหตุ: โปรโมชั่นปรับเปลี่ยนตามบริษัทฯ

ซื้อ เอนชัวร์ (Ensure) สตรอเบอร์รี่ กดที่รูปภาพ

Ensure เอนชัวร์ สตรอเบอร์รี 400 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ สตรอเบอร์รี 400 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

Ensure เอนชัวร์ สตรอเบอร์รี 400 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

อาหารทางการแพทย์ อาหารทดแทน หรือ อาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ที่ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อ เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และช่วยให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน

เอนชัวร์ (Ensure) คือ อะไร?

เอนชัวร์ หรือ นมเอนชัวร์ (Ensure) เป็นชื่อการค้าของอาหารสูตรครบถ้วนที่เริ่มออกจำหน่ายในปี 1973 จนถึงปัจจุบัน โดยมีคุณสมบัติเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล ที่ถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ และผ่านการศึกษาทางคลินิกอีกมากมาย จนเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์มาตลอดระยะเวลา 40 ปี

ช่วยลดปัญหาเบื่ออาหารในผู้สูงอายุ

ช่วยลดปัญหาเรื่องขาดสารอาหาร

ช่วยลดปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ช่วยลดปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย

เอนชัวร์ เป็น อาหารสูตรครบถ้วน ที่ให้สารอาหารที่ร่างกายต้องการพร้อมวิตามิน แร่ธาตุ 29 ชนิด และใยอาหาร

เอนชัวร์ ส่วนประกอบมีอะไร

  • โปรตีน: เคซีน โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง และโปรตีนสกัดจากนม
  • ไขมัน: น้ำมันดอกทานตะวันที่มีกรดโอลิอิกสูง น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลา
  • คาร์โบไฮเดรต: มอลโตเต็กตริน คอร์นชัยรับโซลิด ซูโครส
  • ใยอาหาร: ฟรุตโตโอลิโกแซคคาร์ไรต์ และอินนูลิน
  • วิตามินและแร่ธาตุ: 29 ชนิด เพิ่ม เบต้าแคโรทิน

ให้พลังงาน 230 กิโลแคลอรี/แก้ว ให้สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ (โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และ แร่ธาตุ 29 ชนิด)

ให้กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids)

มีกรดไขมันทั้ง โอเมก้า3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9

เอนชัวร์ ชนิดผง เสริมใยอาหารชนิดละลายน้ำ 2 ชนิด คือ ฟรุกโตโอลิโกแซคคาร์ไรด์ และ อินนูลิน


เอนชัวร์ (Ensure) ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงได้อย่างไร

โดยเฉลี่ยคนเราจะเริ่มรู้สึกหรือมีอาการร่างกายเสื่อม เมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป กล้ามเนื้อจะเริ่มสลาย โดยมวลกล้ามเนื้อจะหายไปมากถึง 8% ในทุกๆ 10 ปี ยิ่งถ้าเจ็บป่วย หรือต้องนอนพักในโรงพยาบาลกล้ามเนื้อจะสลายในอัตราสูงขึ้นแต่ในปัจจุบันการเกิดความเสื่อมในร่างกายมีแนวโ น้มจะเกิดกับคนที่มีอายุน้อยลง ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลทำให้ร่างกายต้องเผชิญกับตัวเร่งความเสื่อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแต่ละช่วงอายุจึงมีโอกาสเกิดความเสื่อมของอวัยวะในร่างกายได้ตามวัย

มีแคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง

มีกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกายทั้งโอเมก้า 3,6 และมีโอเมก้า 9

ประกอบด้วยใยอาหาร ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

วิตามินซี อี และซิลีเนียมสูง มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ

มีวิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส

วิตามิน บี12 สูงมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

วิธีการชง เอนชัวร์ (Ensure)

ผสมผง เอนชัวร์ ทีละช้อนตวง ปาดลงในน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นที่สะอาด 195 มล. แล้วคนให้เข้ากันจนละลายจนครบ 6 ช้อน (53.5 กรัม) จะให้พลังงาน 230 กิโลแคลอรี)

tail

วิธีการเก็บรักษา เอนชัวร์ (Ensure)

  • เมื่อเปิดกระป๋องแล้ว ควรปิดฝาให้แน่นทุกครั้งหลังการใช้ เก็บในที่แห้งและเย็น (ไม่ควรเก็บในตู้เย็น)และควรใช้ให้หมดภายใน 3 สัปดาห์
  • เมื่อผสมแล้ว ควรดื่มทันที หากดื่มไม่หมดให้ปิดฝาและเก็บในตู้เย็นใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง
  • กระป๋องที่ยังไม่เปิดใช้ สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องปรกติ ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น

เอนชัวร์ (Ensure) เหมาะกับใคร

อาหารทดแทนสูตรครบถ้วน ที่เหมาะสำหรับ ผู้ที่ขาดสารอาหาร หรือรับประทานอาหารไม่ครบถ้วน (กรณีที่ใช้ในเด็ก ให้ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น)

  • ผู้สูงอายุ สามารถใช้เป็นอาหารหลัก (sole source) หรือ เป็นอาการเสริมร่วมกับอาหารชนิดอื่นๆ หรือ ใช้เป็นอาหารทางสายให้อาหาร
  • ผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล และ ระยะพักฟื้น
  • สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการให้อาหารทางสายให้อาหาร

ห้ามใช้ในคนที่เป็นกาแลคโตซีเมีย (galactosemia)

ห้ามให้ทางเส้นเลือดดำ

คำถามที่พบบ่อย


เป็นความดันและสงสัยว่าเป็นเบาหวานทานเอนชัวร์ได้หรือไม่

ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถดื่มเอนชัวร์ได้ (แต่หากเป็นเบาหวานแล้วและต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แนะนำให้ใช้กลูเซอนาแทน) เอนชัวร์เป็นอาหารสูตรครบถ้วน ให้สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ พร้อมวิตามินและแร่ธาตุ 29 ชนิด มีกรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3, 6 มีกรดอะมิโนจำเป็นช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ควรงดอาหารที่มีรสเค็ม อาหารหมัก ดอง อาหารแปรรูปต่าง ๆ และกินยาตามที่แพทย์แนะนำด้วย

คนทั่วไปควรดื่มเอนชัวร์วันละกี่แก้วถึงจะไม่อ้วน

เอนชัวร์เป็นอาหารสูตรครบถ้วน ดื่มเอนชัวร์ 1 แก้วให้พลังงาน 230 กิโลแคลอรี เท่ากับอาหารจานเดียวประมาณ 1/2 จาน หากกินอาหารได้ครบ 3 มื้อ แต่กินอาหารซ้ำ ๆ และไม่ครบ 5 หมู่ แนะนำดื่มเอนชัวร์เสริมวันละ 1 แก้ว โดยลดข้าวลงมื้อละ 1 ทัพพี หรือดื่มเอนชัวร์แทนมื้ออาหาร 1 มื้อ ดื่มเอนชัวร์แทนกาแฟ โกโก้ น้ำเต้าหู้ หรือแทนอาหารมื้อว่าง 1 มื้อ จะได้พลังงานโดยรวมเท่าเดิม แต่ได้โปรตีน แคลเซียม วิตามินดี ใยอาหาร และวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น

ถ้าทานข้าวได้ตามปกติ และดื่มเอนชัวร์วันละ 3 มื้ออีก จะทำน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากไหม หรือเกิดภาวะอ้วนหรือเปล่า หรือมีผลจะเป็นเบาหวานหรือเปล่า

เอนชัวร์เป็นอาหารสูตรครบถ้วน ให้สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ พร้อมวิตามินและแร่ธาตุ 29 ชนิด ดื่มเอนชัวร์ 1 แก้วให้พลังงานเท่ากับอาหารจานเดียวประมาณ 1/2 จาน สำหรับผู้ที่กินอาหารได้ครบ 3 มื้อ เมื่อดื่มเสริมกับการกินอาหาร 3 มื้อ อาจจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการ หากต้องการควบคุมน้ำหนักตัวแนะนำให้ดื่มเอนชัวร์ก่อนรับประทานอาหาร และลดข้าวลงมื้อละ 1 ทัพพี หลีกเลี่ยงอาหารผัด ทอด เพื่อควบคุมปริมาณพลังงานให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการต่อวัน เลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน เพราะมีไขมันที่ไม่ดี จะทำให้อ้วนและไขมันในเลือดสูง กินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นให้ได้วิตามินแร่ธาตุและใยอาหาร การดื่มเอนชัวร์ช่วยให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม

เอนชัวร์ แตกต่างจากอาหารเสริมทั่วไปอย่างไร

เอนชัวร์เป็นอาหารสูตรครบถ้วน ที่มีความสมดุลของพลังงานจาก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน สามารถดื่มเสริมหรือดื่มทดแทนมื้ออาหารได้ เอนชัวร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่แพทย์แนะนำ มีในโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ เพราะมีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์

เอนชัวร์ ใช้เฉพาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยเท่านั้นใช่ไหม

ไม่ใช่ เพราะ เอนชัวร์ เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารได้ไม่ครบถ้วน ผู้ที่คร่ำเคร่งกับการทำงานหรือการศึกษา ผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ช่วยเติมเต็มสารอาหารให้ครบถ้วนเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย

เอนชัวร์ (Ensure) เปรียบเทียบกับ กลูเซอนา?

กลูเซอนามีความคล้ายกับเอนชัวร์ แต่กลูเซอนาถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า

เอนชัวร์ (Ensure) ช่วยลดน้ำหนักได้ไหม?

สามารถใช้เอนชัวร์เป็นอาหารทดแทนมื้ออาหาร หรือ ใช้เป็นอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อปรับพฤติกรรมการกินจุกจิก และควบคุมพลังงานตามต้องการได้

เอนชัวร์ (Ensure) ใช้กับคนที่เป็นเบาหวานดีไหม

หากเป็นเบาหวาน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานโดยเฉพาะดีกว่า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม กลูเซอนา

เอนชัวร์ (Ensure) ใช้กับคนที่เป็นมะเร็งได้ไหม

สามารถใช้เอนชัวร์ เป็นอาหารทางการแพทย์ในคนที่เป็นมะเร็งได้

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

21July 2021

หมอขอให้มี! เครื่องวัดความดันโลหิต ติดบ้าน.. ซื้อยี่ห้อไหนดี

เครื่องวัดความดัน

ค่าความดันโลหิตบนตั้งแต่ 135 mmHg และค่าความดันโลหิตล่างตั้งแต่ 80 mmHg

ซื้อ Omron ที่นี่

กว่า 800,000 คนทั่วประเทศไทยที่เป็น “โรคความดันโลหิตสูง“ และกว่าจะรู้ตัวก็เกิดอาการแทรกซ้อนไปเสียแล้ว

หมอขอ! ให้มีเครื่องวัดความดัน

1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ทุกคนมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือความดันโลหิต โรคความดันโลหิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพอย่างฉับพลันและรุนแรง เช่น หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมองและอวัยวะอื่นๆ ได้รับความเสียหาย ทำให้เกิดอัมพฤก หรือ อัมพาต อย่างไรก็ดีแม้โรคความดันโลหิตสูงจะมีความเสี่ยง แต่ก็มักจะไม่มีอาการแสดงออกมา ดังนั้นโรคนี้จึงมีชื่อเล่นคือ Silent Killer ดังนั้นการตรวจและรักษาในระยะแรกจึงมีความสำคัญ

มาถึงเรื่องการเลือกเครื่องวัดความดันโลหิต…. และหลายท่านอาจจะหาข้อมูลและเปรียบเทียบมาบ้างแล้วว่าจะเลือกซื้อเครื่องวัดความดันยี่ห้อไหนดี แต่ในที่สุด เบาหวาน แชนแนล ขออนุญาตตัดสินใจแนะนำเป็นยี่ห้อ OMRON โดยพิจารณาเรื่องความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานเป็นอันดับแรก

100% แม่นยำ

ใน Omron มีเทคโนโลยี Intellisense® เพื่อความสบายและความแม่นยำ

ความความคงทน

ผลิตจากวัสดุคุณภาพ อายุการใช้งานยาวนาน เป็นที่ยอมรับของโรงพยาบาล

โรคความดันโลหิตสูง สำคัญอย่างไร

แรงดันของเลือด มีผลต่อผนังหลอดเลือด และมีผลต่ออวัยวะซึ่งจะทำให้เกิดโรคต่างๆ

โรคความดันโลหิตสูง หรือ ภาวะความดันโลหิตสูง เกิดขึ้นเมื่อค่าความดันโลหิตบนเท่ากับ หรือ มากกว่า 135 mmHg และค่าความดันโลหิตล่างเท่ากับหรือมากกว่า 80 mmHg หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ควบคุม ภาวะความดันโลหิตสูงอาจก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่างๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม ภาวะไตวาย สูญเสียการมองเห็น เป็นต้น

โรคหัวใจขาดเลือด

เส้นเลือดสมองโป่งพอง

หัวใจล้มเหลว

โรคไตเสื่อม

ภาวะเมทาบอลิกซินโดรม (เบาหวาน/ไขมัน)


ทำไม เบาหวาน แชนแนล ถึงแนะนำเครื่องวัดความดัน Omron?

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านการตรวจสอบทางการแพทย์แล้ว 100% และได้มาตรฐานความแม่นยำและความน่าเชื่อถือสูงสุดจากองค์กรที่เชื่อถือได้ เช่น AAMI หรือ ESH และใน Omron มีเทคโนโลยี Intellisense® เพื่อความสบายและความแม่นยำ

Intellisense® คือ เทคโนโลยีที่มีอยู่ในเครื่องวัดความดันโลหิตทุกรุ่นของ Omron ผ้าพันแขนสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมและในขณะตรวจวัดความดันโลหิตจึงไม่รู้สึกบีบรัดจนเกิดการบาดเจ็บ

เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้จากญี่ปุ่นด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี กับเครื่องตรวจวัดความดันโลหิตที่ใช้ในบ้าน แบรนด์ที่เชื่อถือได้จากญี่ปุ่นด้วยประสบการณ์กว่า 45 ปี กับเครื่องตรวจวัดความดันโลหิตที่ใช้ในบ้าน

มีการบริการหลังการขาย มีสาขากว่า 110 ประเทศ และเชื่อถือได้ทั่วโลก

เป็นที่วางใจอย่างแพร่หลาย โดยมีผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์นับล้านคนเลือกใช้

เทคโนโลยี IntelliSense ที่มีเฉพาะในออมรอน ช่วยให้การบีบรัดแขนน้อยลง ทำให้รู้สึกสบายแขน

ซื้อ เครื่องวัดความดัน Omron กดที่รูปภาพ

เครื่องวัดความดันโลหิต ออมรอน รุ่น HEM-8712 กดสั่งซื้อที่นี่

ตัวเริ่มต้น – สำหรับการใช้งานปกติ

เครื่องวัดความดันโลหิต ออมรอน รุ่น HEM-6232T กดสั่งซื้อที่นี่

ตัวกลาง – สำหรับการใช้ชีวิตทันสมัย

เครื่องวัดความดันโลหิต ออมรอน รุ่น HEM-7600T กดสั่งซื้อที่นี่

ตัวท๊อป – รวมที่สุดของเครื่องวัดความดัน

ทำไมควรมีเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน

การติดตามวัดความดันโลหิตเองที่บ้านมีประโยชน์ในการติดตามผลของการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง และการตรวจหาความดันโลหิตสูงหลบซ่อนและอาการต่างๆ ที่ยากที่จะตรวจพบโดยวิธีอื่น ด้วยเหตุนี้แพทย์ทั่วโลกจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามวัดความดันโลหิตเองที่บ้าน

ความดันโลหิต คือ อะไร

วิธีการวัดแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังของเส้นเลือดแดงขณะที่เลือดกำลังไหลผ่านเส้นเลือดเหล่านั้น – ตามความหมายโดยทั่วไปนั้น ความดันโลหิตเป็นวิธีการวัดแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังของเส้นเลือดแดงขณะที่เลือดกำลังไหลผ่านเส้นเลือดเหล่านั้นค่าความดันโลหิตบน (ค่าสูงสุดบนเครื่องวัดความดันโลหิต) เป็นความดันสูงสุดในเส้นเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัว/เต้นค่าความดันโลหิตล่าง (ค่าต่ำสุดบนเครื่องวัดความดันโลหิต) เป็นความดันต่ำสุดในเส้นเลือดแดงรหว่างที่หัวใจเต้นเมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว

ความดันโลหิตสูง คือ อะไร

ภาวะที่เส้นเลือดมีความดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดโลหิต – ภาวะความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นเมื่อค่าความดันโลหิตบนเท่ากับ/มากกว่า 135 mmHg และค่าความดันโลหิตล่างเท่ากับ/มากกว่า 80 mmHg หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ควบคุม ภาวะความดันโลหิตสูงอาจก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่างๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม ภาวะไตวาย สูญเสียการมองเห็น เป็นต้น

ค่าความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ ถือเป็นเรื่องปกติไหม

ใช่! ความดันโลหิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งเวลากลางวันและกลางคืน หรือในสถานการณ์ต่างๆ เมื่อคุณมีการวัดความดันโลหิต – ค่าความดันโลหิตของทุกคนจะเปลี่ยนแปลงเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ระดับความเครียด การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม ระดับของกิจกรรมต่างๆ แม้กระทั่งในแต่ละช่วงเวลาของวัน ที่ล้วนมีผลต่อค่าความดันโลหิตที่อ่านได้ของแต่ละคนในเวลาที่กำหนด ความจริงแล้วมีหลายงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วระบุว่า ความดันโลหิตของแต่ละคนอาจเปลี่ยนแปลงได้ถึง 20มม. ภายในหนึ่งวันจากระดับกิจกรรมต่างๆ การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่ม ความเครียด ฯลฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องวัดค่าความดันโลหิตของคุณเป็นประจำและทบทวนแนวโน้มโดยรวมของค่าความดันโลหิตที่อ่านได้กับแพทย์อย่างไรก็ดี ไม่ควรกังวลกับการวัดค่าเพียงครั้งเดียวมากเกินไป เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องวัดค่าทุกวันในเวลาเดียวกันและบันทึกแนวโน้มความดันโลหิตของตนเอง เนื่องจากความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวันเนื่องจากวงจรที่ผันผวนในแต่ละวันและปัจจัยอื่นอีกมากมาย

ควรวัดความดันโลหิต เวลาไหนดีที่สุด

ควรวัดความดันโลหิตภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอนทุกเช้าและทุกคืนก่อนเข้านอนหากคุณวัดความดันโลหิตในตอนเช้า ให้วัดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน ก่อนทานอาหารเช้าและหลังจากทำธุระในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว นั่งพัก 1-2 นาที จากนั้นจึงเริ่มวัดค่าในท่านั่งหากคุณวัดความดันโลหิตในตอนกลางคืน หลังจากนั่งพัก 1-2 นาที ให้วัดค่าในท่านั่งก่อนเข้านอนแนะนำให้วัดค่าในเวลาเดียวกันทุกวัน

วัดความดันโลหิตที่บ้าน จะต่างจากที่โรงพยาบาลไหม

วัดที่บ้าน ต่างจากที่โรงพยาบาลได้ โดยถือเป็นเรื่องปกติและอาจเกิดขึ้นได้ด้วยหลายสาเหตุ สาเหตุทั่วไปคือ

1. ความดันโลหิตของแต่ละคนแตกต่างกันไปตลอดทั้งวัน ดังนั้นความดันโลหิตของคุณอาจเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาใดก็ได้

2. ในแง่ของจำนวนที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วแสดงให้เห็นว่าความดันโลหิตของแต่ละคนอาจเปลี่ยนแปลงได้ถึง 20 มม. ภายในหนึ่งวันเนื่องจากระดับของกิจกรรมต่างๆ การบริโภคอาหาร/เครื่องดื่ม ความเครียด ฯลฯ

3. คุณอาจมีภาวะที่เรียกว่า “ความดันโลหิตสูงปลอม” ซึ่งเป็นภาวะที่ความดันโลหิตจะสูงขึ้นเกินระดับปกติเมื่อมีการวัดที่โรงพยาบาลหรือคลินิก

4. คุณอาจมีภาวะที่เรียกว่า “ความดันโลหิตสูงหลบซ่อน” ซึ่งเป็นภาวะที่ความดันโลหิตลดลงต่ำกว่าปกติเมื่อมีการวัดที่โรงพยาบาลหรือคลินิก

ดังนั้นอย่าตกใจหากพบว่ามีผลต่างระหว่างค่าที่วัดได้ที่บ้านกับที่โรงพยาบาล ให้หารือกับแพทย์เพื่อให้เห็นภาพรวมของสุขภาพหัวใจของคุณ

วิธีวัดความดันอย่างถูกต้อง ต้องทำอย่างไร

1. นั่งนิ่งๆ ประมาณ 5 นาทีโดยให้เท้าวางราบกับพื้น

2. ห้ามสูบบุหรี่ อาบน้ำ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน/แอลกอฮอล์ หรือออกกำลังกาย 30 นาทีก่อนวัดความดัน

3. วัดความดันในเวลาเดียวกันทุกวัน

4. อ่านค่าที่วัดได้ทั้งหมดและบันทึกไว้ในสมุดไดอารี่หรือแอพ

ค่าความดันโลหิต ตัวบน ตัวล่าง อะไรสำคัญกว่ากัน

ทั้งสองค่าที่วัดได้มีความสำคัญเท่ากัน ค่าความดันโลหิตบนวัดความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วนค่าล่างวัดความดันโลหิตระหว่างการบีบตัวของหัวใจ โดยปกติแล้ว ต้องเน้นค่าบนเป็นพิเศษเนื่องจากค่าดังกล่าวบ่งชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับภาวะเฉพาะของคุณนั้น ควรหารือกับผลที่วัดได้กับแพทย์

ค่าความดันโลหิต ตัวบน ตัวล่าง อะไรสำคัญกว่ากัน

ทั้งสองค่าที่วัดได้มีความสำคัญเท่ากัน ค่าความดันโลหิตบนวัดความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วนค่าล่างวัดความดันโลหิตระหว่างการบีบตัวของหัวใจ โดยปกติแล้ว ต้องเน้นค่าบนเป็นพิเศษเนื่องจากค่าดังกล่าวบ่งชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับภาวะเฉพาะของคุณนั้น ควรหารือกับผลที่วัดได้กับแพทย์

เครื่องวัดความดันดิจิตอลเชื่อถือได้หรือไม่

เครื่องวัดความดันโลหิตของออมรอนทุกรุ่นผ่านการพิสูจน์ความถูกต้องแม่นยำทางคลินิกแล้ว โดยมีการตรวจยืนยันความสมบูรณ์ทางคลินิกในหัวข้อต่อไปนี้- ความดันโลหิต: ภายใน +/- 3 mmHg หรือ 2%- ชีพจร: ภายใน +/- 5% ของค่าที่อ่านได้เป็นไปตามหรือเกินกว่ามาตรฐานของ AAMI (สมาคมเครื่องมือแพทย์) เพื่อให้เข้าใจระดับความถูกต้องแม่นยำของเครื่องวัดความดันโลหิตของผู้ผลิตรายอื่นได้ดียิ่งขึ้น จำเป็นต้องติดต่อสอบถามกับผู้ผลิต ทั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำและแน่ใจว่าใช้งานง่ายก่อนซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตเองที่บ้าน


© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

20July 2021

ค่าน้ำตาลในเลือดปกติ

ค่าน้ำตาลในเลือด ปกติควรเป็นเท่าไหร่

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดตามเกณฑ์มาตฐาน

Glucosure Autocode

เรื่องสำคัญของการควบคุม หรือการรักษาโรคเบาหวาน คือ

การกำหนดเป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือด

การทำความเข้าใจ และเรียนรู้เรื่องระดับน้ำตาลในเลือด จัดเป็นเรื่องสำคัญของการควบคุม หรือการรักษาโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปตลอดทั้งวัน และยังมีความแตกต่างกันในแต่ละคนด้วย โดยที่ระดับน้ำตาลในเลือดมักจะต่ำที่สุดก่อนอาหารเช้า และ มักจะสูงที่สุดในไม่กี่ชั่วโมงหลังอาหาร โดยในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีการกำหนดเป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดเป็นช่วงๆ โดยที่การกำหนดเป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ เช่น อายุ เงื่อนไขสุขภาพอื่น ๆ หรือ ภาวะเจ็บป่วย ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาเรื่องการมองเห็น ไต สมอง นิสัยส่วนตัว และปัจจัยในการดำเนินชีวิต ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ความตึงเครียด

100% Success

“เป้าหมายของระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน “

ไม่อยากเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ถ้าค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ควรทำอย่างไร

หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ปรกติ จะทำให้มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานมากขึ้น ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วแพทย์จึงแนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้

จำกัดปริมาณของคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อ

เพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญน้ำตาลในเลือดส่วนเกิน

งดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน และหลีกเลี่ยงอาการแปรรูป

กินผักเพื่อเพิ่มปริมาณใยอาหาร

ดื่มน้ำเปล่าเพื่อรักษาความชุ่มชื้น และเจือจางน้ำตาลในเลือดส่วนเกิน


ค่าระดับน้ำตาลในเลือดตามเกณฑ์มาตฐาน

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่ระยะเวลาต่างๆ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 หรือ เบาหวานในขณะตั้งครรภ์ โดยอ้างอิงตาม American Diabetes Association (ADA), Joslin Diabetes Center (JDC), และ American Association of Clinical Endocrinologists (AACE) ดังนี้

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

การแปลผลค่าระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานและเป้าหมายของแต่ละคน โดยระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีสำหรับคนคนหนึ่งอาจสูงหรือต่ำเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่ง

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับคนที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การแปลผลค่าระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานและเป้าหมายของแต่ละคน โดยระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีสำหรับคนคนหนึ่งอาจสูงหรือต่ำเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่ง

ค่าระดับน้ำตาล กับความรุนแรงของโรค

นอกจจากเราจะกำหนดเป้าหมายของการรักษาด้วยระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ค่าระดับน้ำตาลในเลือดยังสามารถบอกถึงความเสี่ยงต่ออาการ หรือ โรคต่างๆได้ด้วย

การตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องสำคัญของการรักษาโรคเบาหวาน และการตรวจค่าระดับน้ำตาลที่ดีที่สุดมักจะต้องทำทั้งที่บ้านด้วยตัวเองและที่โรงพยาบาล (HbA1C)สำหรับการตรวจสอบค่าระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ส่วนมากสามารถใช้เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด (ใช้เลือดที่ได้จากปลายนิ้ว สัมผัสลงบนแถบทดสอบ) ซึ่งด้วยเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดส่วนมากอ่านค่าน้ำตาลในเลือดเป็น mg / dLการติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าระดับน้ำตาลในเลือดในแต่ละวันสามารถช่วยทำให้เข้าใจว่าแผนการรักษาที่มีอยู่ตอนนี้ได้ผลหรือไม่ และควรปรับขนาดยาหรือกิจกรรมเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้ถึงเป้าหมายของการรักษา นอกจากนี้การตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดบ่อยๆยังสามารถช่วยสะท้อนผลของอาหารและการออกกำลังกายความถี่ของการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดนั้นแตกต่างกันไปตามแผนการรักษาแต่ละแบบ รวมถึงชนิดหรือระยะของโรคเบาหวานด้วย

ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดบ่อยแค่ไหน

ความถี่ในการตรวจค่าระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ใหญ่: อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และอาจมากถึง 10 ครั้งต่อวัน เช่น ก่อนอาหารเช้า, ก่อนอาหารกลางวัน และ เย็น, 2 ชั่วโมงหลังอาหาร, ก่อนและหลังการออกกำลังกาย, ก่อนนอน

เด็ก: อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง โดยควรทำการทดสอบเวลาต่างๆ เช่น ก่อนมื้ออาหาร, ก่อนนอน, หลังอาการ 1-2 ชั่วโมง, ก่อนและ หลังออกกำลังกาย เป็นต้น

ความถี่ในการตรวจค่าระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ความถี่ของการทดสอบที่แนะนำจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปริมาณอินซูลินที่ใช้ และการใช้ยา สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่ ที่ยังไม่ได้ใช้อินซูลินอาจจะไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบบ่อยๆ แต่การตรวจค่าน้ำตาลในเลือดระหว่างวันจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบแบบเรียลไทม์ของกิจกรรม

ความถี่ในการตรวจค่าระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ผู้ที่ใช้อินซูลินควรทำการตรวจค่าระดับน้ำตาลก่อนอาหาร และ 1 ชั่วโมงหลังอาหาร ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้อินซูลินควรทำการตรวจค่าระดับน้ำตาลตอนงดอาหารและ 1 ชั่วโมงหลังอาหาร


ผลิตภัณฑ์แนะนำ

ตัวช่วยสำหรับเพิ่มคุณภาพชีวิต เมื่อต้องอยู่ร่วมกับเบาหวาน

กลูเซอนา อาหารทดแทน

เครื่องตรวจน้ำตาล

© All 2021 All rights reserved. Design by Bizgo

20July 2021

หมอขอให้มี! ซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลได้ที่นี่ – เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ตรวจเบาหวานเองที่บ้าน

เครื่องตรวจเบาหวาน

เลือกซื้อเครื่องวัดน้ำตาลในเลือดอย่างไรดี

Glucosure Autocode

“ถ้าพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก”

Glucosure Autocode

ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะหาข้อมูลและเปรียบเทียบมาบ้างแล้วว่าจะเลือกซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลยี่ห้อไหนดี แต่ในที่สุด เบาหวาน แชนแนล ขออนุญาตตัดสินใจเลือกให้เป็นยี่ห้อ Glucosure Autocode โดยพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุผลดังนี้

ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะต้องใช้แผ่นตรวจระดับน้ำตาล และเข็มเจาะเลือด

ประสิทธิภาพ

ค่าน้ำตาลที่ตรวจได้ มีความความแม่นยำ และ เที่ยงตรง

เครื่องตรวจเบาหวานที่ใช้งานง่าย คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด

ซื้อ เครื่องตรวจเบาหวาน GlucoSure กดที่รูปภาพ

เครื่องวัดน้ำตาล เครื่องตรวจเบาหวาน แถม แผ่นตรวจ และ เข็ม 25 ชุด

กดสั่งซื้อที่นี่

เครื่องวัดน้ำตาล เครื่องตรวจเบาหวาน แถมแผ่นตรวจและเข็ม 150 ชุด

กดสั่งซื้อที่นี่

เครื่องวัดน้ำตาล เครื่องตรวจเบาหวาน แถมแผ่นตรวจและเข็ม 200 ชุด

กดสั่งซื้อที่นี่

แผ่นตรวจน้ำตาลในเลือด พร้อมเข็มเจาะเลือด 50 ชุด (เข็ม 50 + แผ่น 50)

กดสั่งซื้อที่นี่

“ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเบาหวาน และต้องการดูแลตนเอง ควรมีไว้ที่บ้าน”

ใครบ้างที่ควรมีเครื่องตรวจเบาหวานที่บ้าน

เนื่องจากเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวาน คือ การควบคุมและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ (อยากรู้ว่า ค่าน้ำตาลในเลือดควรจะเป็นเท่าไหร่ กดอ่านได้ที่นี่) และการตรวจเลือดบ่อยๆ จะช่วยเป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และควบคุมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดจึงเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถทำการเจาะเลือดและตรวจระดับน้ำตาลด้วยตัวเองได้เลยที่บ้าน

ผู้ที่ต้องการควบคุมเบาหวานอย่างเข้มงวด

ผู้ที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้

ผู้ที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำบ่อยๆ

ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน


“ทางร้านตอบคำถามเร็วมาก ใส่ใจทุกคำถาม”

ทำไมหลายๆคนถึงเลือก Glucosure Autocode

ได้รับมาตรฐานสากล

ได้รับมาตรฐานสากล เช่น ISO15197 , US. FDA 510K , CE 

ใช้งานง่าย

ใช้งานง่าย เพียง 3 ขั้นตอน วัดค่าได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่า (ไม่ต้องใส่ Code)

รับประกัน

รับประกันตลอดอายุการใช้งาน ขายโดยบริษัทเครื่องมือแพทย์ที่ มีประวัติการซื้อขายกับรพ.ชั้นนำทั่วประเทศ

ได้รับมาตรฐานสากลทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป เช่น ISO 15197 , FDA510 , CE และมีความแม่นยำ เทียบเท่ากับค่าที่วัดได้ที่โรงพยาบาล คุณภาพคุ้มราคา รับประกันเครื่องตลอดอายุการใช้งาน โดยผู้นำเข้าเป็นบริษัทจำหน่ายเครื่องแพทย์ที่มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี และมีลูกค้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล และโรงเรียนแพทย์ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลเอกชน เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลพญาไท

เครื่องวัดน้ำตาล Glucosure Autocode

Glucosure Autocode

วิธีใช้เครื่องตรวจเบาหวาน

ขั้นตอน และวิธีการใช้เครื่องตรวจน้ำตาลโดยทั่วไป

1.เตรียมเครื่องตรวจวัด และแถบทอดสอบหรือตลับทดสอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

2.ปรับระดับความลึกของอุปกรณ์เข็มเจาะเลือดให้เหมาะสมกับสภาพความหนาของผิวบริเวณปลายนิ้ว

3.ล้างมือให้สะอาด และทำให้แห้ง

4.เจาะบริเวณด้านข้างของปลายนิ้วกลาง หรือนิ้วนาง

5.เจาะเลือดในปริมาณเพียงเล็กน้อยที่บริเวณปลายนิ้ว ไม่ควรบีบเค้น

6.กรณีที่เลือดไม่เพียงพอ ให้เจาะเลือดโดยเปลี่ยนบริเวณที่เจาะใหม่ และให้เพิ่มระดับความลึกของเข็ม

7.ตรวจวัดน้ำตาลในเลือดตามขั้นตอนการตรวจวัดของคู่มือการใช้งานหรือเอกสารกำกับที่มาพร้อมกับเครื่องตรวจวัด

8.กดห้ามเลือดบริเวณที่เจาะด้วยสำลีแห้งที่สะอาดจนเลือดหยุด

9.ทิ้งเข็มที่ใช้แล้วและวัสดุปนเปื้อนอื่นๆ ในภาชนะที่ป้องกันการแทงทะลุก่อนนำไปทิ้งถังขยะ


© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

19July 2021

กลูเซอนา(Glucerna) ล็อตใหม่ ไม่ชื้น ไม่หมดอายุ ซื้อได้ที่นี่

กลูเซอนา(Glucerna) ซื้อที่ไหนดี

อาหารทดแทนหรืออาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ขายดีที่สุด

กลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ โปรโมชั่นจาก abbott

ซื้อของไม่หมดอายุ, เก็บรักษาดี, ไม่ชื้น, ไม่ตากแดด ได้ที่นี่

กลูเซอนา คือ อาหารทางการแพทย์ อาหารทดแทน หรือ อาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ที่ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งนำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์ สามารถใช้เป็นทางเลือกควบคู่ไปกับการรักษาของแพทย์ได้ในทุกระยะของโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยในระยะก่อนเป็นโรคเบาหวาน

ช่วยจำกัดพลังงาน ควบคุมน้ำหนักตัว ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดโอกาสเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

หมายเหตุ: โปรโมชั่นปรับเปลี่ยนตามบริษัทฯ

ซื้อ กลูเซอน่า (Glucerna) ราคาโปรโมชั่น กดที่รูปภาพ

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 850 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 850 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 850 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 850 กรัม จำนวน 12 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 400 กรัม จำนวน 1 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 400 กรัม จำนวน 3 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ 400 กรัม จำนวน 6 กระป๋อง กดที่นี่

ซื้อ Glucerna SR กลูเซอนา เอสอาร์ จำนวน 27 กล่อง กดที่นี่

อาหารทางการแพทย์ อาหารทดแทน หรือ อาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ที่ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งนำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์

กลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ คือ อะไร?

กลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ (สูตรใหม่) คือ อาหารทดแทนหรืออาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ปลดปล่อยน้ำตาลอย่างช้าๆ ช่วยควบคุมให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับที่เหมาะสม (Slow Release Energy System)

อาหารทางการแพทย์ อาหารทดแทน หรือ อาหารระหว่างมื้อสูตรครบถ้วนผสมใยอาหาร ที่ใช้รับประทานแทนอาหารมื้อหลัก หรือระหว่างมื้อเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งนำเข้าจากประเทศเนเธอร์แลนด์

กลูเซอนา ส่วนประกอบมีอะไร

โปรตีนเคซีน, โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง, ไขมันน้ำมันดอกทานตะวันที่มีกรดโอลิอิกสูง, น้ำมันถั่วเหลือง, คาร์โบไฮเดรต, มอลโตเต็กตริน, Fiberol2, ใยอาหาร, ฟรุตโตโอลิโกแซคคาร์ไรต์, วิตามินและแร่ธาตุ 28 ชนิด

มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอลีอิก – โอเมก้า 9 (Mono-Unsaturated Fatty Acid, MUFA) และกรดไลโนลีนิก – โอเมก้า 3

มีใยอาหาร (FOS, fructo – oilgosaccharides) เพิ่มกากใยในทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น 28 ชนิด ปราศจากแลคโตสและกลูเต็น

รสชาติอร่อย สามารถให้โดยการดื่มหรือให้ทางสายให้อาหาร


กลูเซอนา ช่วยลดเบาหวาน ได้อย่างไร

อาหารทดแทนคือ คือผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนที่ใช้รับประทานทดแทนอาหารปกติในแต่ละมื้อ มีประโยชน์ในการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ใช้สำหรับคนเป็นโรคเบาหวานทั่วไป และคนที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อีกทั้งยังเหมาะในการช่วยควบคุมน้ำหนักด้วย โดยมีประโยชน์ ดังนี้

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ช่วยลดโคเลสเตอรอล ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

ช่วยลดการอักเสบและการตีบของหลอดเลือด ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด

ช่วยควบคุมน้ำหนัก ควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหาร เพราะมีใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้

ช่วยเพิ่มกากใยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น และช่วยให้อิ่มอยู่ท้องในขณะที่ได้รับพลังงานที่น้อยลง

ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและระดับการเผาผลาญพลังงานจากโปรตีนคุณภาพสูง ควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหาร

ช่วยให้ร่างกายมีพลัง ไม่รู้สึกอ่อนเพลียหรือโหยในตอนกลางวัน เพราะมีสารอาหารต่างๆ และ วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

ช่วยยับยั้งพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่หิว ที่จะนำไปสู่น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและน้ำหนักเพิ่มขึ้น

กลูเซอนา เป็นอาหารทดแทนที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น 28 ชนิดปราศจากแลคโตสและกลูเต็น

tail

สำหรับผู้ที่เริ่มใช้กลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ แนะนำให้จิบช้าๆ

วิธีการชง กลูเซอนา

1.ตวงน้ำลงในแก้ว 200 มิลลิลิตร ตวงผงกลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ลงไป 1 ช้อนตวง

2.คนให้เข้ากัน จนละลายหมด

3.เติมผงกลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ลแคร์ลงไปทีละ 1 ช้อนตวง คนให้ละลาย

4.ทำเช่นนี้เรื่อยๆ จนครบ 5 ช้อนตวง

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อแนะนำการใช้ กลูเซอนา

อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานสามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือมีภาวะเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย รวมถึงในเรื่องของการลดน้ำหนักตัวในผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน โดยมีคำแนะนำในการรับประทานดังนี้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือมีภาวะก่อนเบาหวาน

  1. สามารถรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ ปริมาณครั้งละ 1 แก้ว โดยรับประทานทดแทนมื้ออาหารหลัก 1 มื้อต่อวัน เช่น มื้อเช้า หรือ มื้อเย็น ร่วมกับการรับประทานอาหารปกติ 2 มื้อ 
  2. การได้รับอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ คาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยช้าในมื้อเช้า จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างวันได้ดีขึ้น ลดความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือด การรับประทานในมื้อเย็นจะช่วยป้องกันภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำช่วงกลางคืน และลดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงช่วงเช้า

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์

  1. สามารถรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ ปริมาณครั้งละ 0.5 แก้ว จำนวน 1-2 มื้อต่อวัน เช้าและบ่าย โดยดื่มทดแทนมื้ออาหารว่างตามปกติ 
  2. หญิงตั้งครรภ์ที่มีสภาวะเบาหวานร่วมด้วยนั้น การรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ จะช่วยให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1C), สภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด, การเกิดโรคปอดอักเสบในทารกแรกเกิด รวมถึงทารกมีน้ำหนักตัวแรกคลอดที่น้อยกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ เสริมในการรักษา 
  3. หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับพลังานและโปรตีนมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อพัฒนาการของทารก ทั้งนี้การเลือกอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ จะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างมื้ออาหารได้ดีกว่าอาหารว่างอื่นๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงอีกทั้งยังมีสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ครบถ้วนมากกว่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน หรือโรคอ้วนร่วมด้วย 
  4. สามารถรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนฯ ปริมาณครั้งละ 1 แก้ว โดยรับประทานทดแทนมื้ออาหารหลัก 2 มื้อต่อวัน เช่น มื้อเช้า และมื้อเย็น ร่วมกับการรับประทานอาหารปกติ 1 มื้อ เช่น มื้อกลางวัน
  5. การรับประทานอาหารทดแทนมื้ออาหารจะช่วยควบคุมพลังานที่ได้รับ ช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง ลดภาวะดื้ออินซูลิน และยังสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการให้อาหารทางสายให้อาหาร

  1. ควรปรับอัตราการไหล ปริมาตร และความเจือจางตามสภาพของผู้ป่วย โดยใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ควรใช้สายยางให้อาหารขนาด 10 Fr. ขึ้นไป อาจบริโภคน้ำเพิ่มได้ตามความต้องการของร่างกาย ควรระมัดระวังเรื่องความสะอาดขณะเตรียม

ห้ามใช้ในเด็ก นอกจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ห้ามใช้ในคนที่เป็นกาแลคโตซีเมีย (galactosemia)

ห้ามให้ทางเส้นเลือดดำ

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

คำแนะนำในการรักษาเบาหวาน

การคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานเท่านั้น เมื่อมวลกล้ามเนื้อลด จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การเดิน การลุก-นั่ง และทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และดูแก่กว่าวัย ในขณะที่คนที่มีมวลกล้ามเนื้อสูง ร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานสูงกว่า และส่งผลดีต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และเซลล์เนื้อเยื่อจะตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีกว่า จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน หรือช่วยให้คุมเบาหวานได้ดีขึ้น ดังนั้น เราจึงควรดูแลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และช่วยไม่ให้มวลกล้ามเนื้อลดลง

1.การออกกำลังกาย และการกินอาหารที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ

2.เลือกกินอาหารที่มีค่าดัชนี้น้ำตาลต่ำ

คำถามที่พบบ่อย


อาหารทดแทนสูตรครบถ้วน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คืออะไร

อาหารทดแทนสูตรครบถ้วน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือ Diabetes-specific formulas (DSF) เป็นอาหารสูตรครบถ้วนที่มีส่วนประกอบของสารอาหารที่จำเป็นครบทั้ง 5 หมู่ และมีสัดส่วนในแต่ละชนิดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยสามารถใช้แทนเป็นอาหารมื้อหลักหรือเป็นอาหารเสริมระหว่างมื้อได้ ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

อาหารทดแทนสูตรครบถ้วน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะโภชนาการที่สมดุลขึ้น และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นในระยะยาว เนื่องจากอาหารสูตรเฉพาะนี้จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน GLP-1 จึงทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุลลดการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หลังรับประทานอาหารเมื่อเทียบกับอาหารควบคุม โดยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน สามารถเพิ่มระดับ GLP-1 และอินซูลินในเลือดหลังรับประทานอาหารได้มากกว่าผู้ป่วยที่รับประทานข้าวโอ๊ตนอกจากนี้ GLP-1 ยังมีบทบาทในการควบคุมความหิวและความอิ่ม โดยช่วยลดความอยากอาหาร และทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงดีต่อการควบคุมน้ำหนักตัวของผู้ป่วยบาหวานอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้รับประทานทดแทนมื้ออาหารหลักบางมื้อเพราะการควบคุมอาหารในระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่าย อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้การควบคุมเบาหวานของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ทำไมอาหารทดแทนสูตรครบถ้วน จึงดีและเหมาะสมกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวาน จำเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารที่มีคุณภาพในสัดส่วนที่สมดุลเหมาะสม เช่น คาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low glycemic index) โปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เพียงพอ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจ วิตามินและแร่ธาตุ 28 ชนิดและใยอาหาร ซึ่งจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงการช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร่วมจากโรคเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ หรือโรคไต เป็นต้น

กินกลูเซอนา ดีไหม?

กลูเซอนา แบบผงสำหรับชงนั้น สามารถช่วยทำให้รู้สึกอิ่มได้ โดย ใน 1 แก้วจะมีโปรตีนซึ่งเทียบเท่ากับไข่ 1 ฟอง ครึ่ง นอกจากนี้ ยังมีไฟเบอร์ คาร์โบไฮเดรต และสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆอีกด้วย

กลูเซอนา ถ้ากินต่อเนื่องนานๆจะปลอดภัยไหม?

กลูเซอนา เป็นอาหารเสริมเบาหวาน อาหารทดแทนทางการแพทย์ ที่มีความปลอดภัย

กลูเซอนา เปรียบเทียบกับ เอนชัวร์ (Ensure)?

กลูเซอนามีความคล้ายกับเอนชัวร์ แต่กลูเซอนาถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า

กลูเซอนา คนปกติกินได้ไหม?

คนปกติที่ไม่มีโรคเบาหวานก็สามารถกินกลูเซอนาได้

กลูเซอนา กินตอนไหน?

สามารถกินกลูเซอนาเป็นอาหารทดแทนมื้ออาหาร หรือ ใช้เป็นอาหารว่างระหว่างมื้อ

กลูเซอนา ลดน้ำหนักได้ไหม?

สามารถใช้กลูเซอนาเป็นอาหารทดแทนมื้ออาหาร หรือ ใช้เป็นอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อปรับพฤติกรรมการกินจุกจิก และควบคุมพลังงานตามต้องการได้

ประโยชน์ของกลูเซอนา กับคนที่มี

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus)

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus) เป้าหมายในการรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงปกติมากที่สุด เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อมารดาและทารก เช่น ภาวะแท้ง ภาวะครรภ์เป็นพิษ  ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น ซึ่งมีการศึกษาพบว่าหญิงที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่รับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแทนอาหารว่างสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี อย่างไรก็ตามควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อปรับสัดส่วนของอาหารทดแทนให้มีความเหมาะสม

ประโยชน์ของกลูเซอนา กับคนที่มี

ภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน (Prediabetes)

ภาวะที่เริ่มมีความผิดปกติในการควบคุมระดับน้ำตาล คือ มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารอยู่ที่ 100-125 มก./ดล.  หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารมากกว่า 140-199 มก./ดล. ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตมากกว่าคนทั่วไป  ในกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงโรคเบาหวานและมีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน พบว่าการได้รับคำปรึกษาทางด้านโภชนาการอย่างเหมาะสม และวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด หรือได้รับอาหารทดแทนมื้ออาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้น้ำหนักตัวลดลง สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานในอนาคตได้ถึง 58% และประโยชน์ต่อสุขภาพนี้ยังคงส่งผลดีต่อเนื่องในระยะยาว โดยพบว่าในอีก 15 ปีต่อมา อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานยังลดลงถึง 27% ทั้งยังมีภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดขนาดเล็กลดลงถึง 28%

ประโยชน์ของกลูเซอนา กับคนที่มี

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

เป้าหมายในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่เกณฑ์ปกติโดยไม่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก โรคเบาหวาน และการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยมีการศึกษาในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวเกินพบว่าสามารถทำให้โรคเบาหวานหายขาดในช่วงระยะเวลา 2 ปี เมื่อได้รับอาหารทดแทนมื้ออาหารทั้ง 3 มื้อ ร่วมกับมีการวางแผนเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวในระยะยาว โดยหากมีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 10 กิโลกรัม จะมีโอกาสหายขาดได้ถึง 57% และหากลดน้ำหนักได้มากกว่า 15 กิโลกรัม จะเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้ถึง 86% นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทดแทนอาหารมื้อเช้าว่าช่วยให้ควบคุมความแปรปรวนของน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการได้รับคำแนะนำทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้

© All rights reserved. เบาหวานแชนแนล – เรื่องเล่าเบาหวาน

10August 2020

เอนชัวร์ (ENSURE), นมเอนชัวร์, นมผงเอนชัวร์ ล็อตใหม่ซื้อที่นี่