หนานเฉาเหว่ย มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ได้จริงหรือ?

0
91

ในระยเวลาที่ผ่านมา หลายคนคงเคยได้รับข้อมูลข่าวสารของสมุนไพร หนานเฉาเหว่ย ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร วันนี้ทาง เบาหวานแชนแนล จึงขอนำบทความของ ภญ.ผศ.ดร.ศรีสมพร ปรีเปรม อาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่กล่าวถึงหนายเฉาเหว่ยมาเล่าให้ฟังกันครับ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างมาก เพราะการใช้สมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือ ใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะทำให้เกิดโทษ ใช้แล้วไม่เกิดประโยชน์ รวมถึง เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการนำมาใช้ได้ครับ

สมุนไพรหนานเฉาเหว่ย

เป็นพืชที่น่าจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vernonia amygdalina เนื่องจากมีลักษณะและการนำมาใช้ประโยชน์สอดคล้องกับพืชที่มีการใช้แพร่หลายในแถบแอฟริกาในชื่อ bitter leaves ซึ่งรับประทานใบสดเป็นผักหรือปรุงเป็นอาหาร รวมถึงใช้เป็นสมุนไพรโดยสังเกตพฤติกรรมการบริโภคของลิงชิมแปนซีเพื่อถ่ายพยาธิ และบันทึกการใช้ทางการแพทย์พื้นบ้านในแอฟริกาเพื่อต้านเบาหวาน รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร สารสำคัญที่พบในพืชนี้ได้แก่สารกลุ่มเซสควิเทอร์พีนแลคโตน สเตียรอยด์กลูโคไซด์ และสารฟลาโวนอยด์ มีผลิตภัณฑ์จากพืชนี้ในรูปแคปซูลวางจำหน่ายเพื่อเป็นอาหารเสริมสุขภาพ

ผลไม่พึงประสงค์ที่พบเมื่อให้สมุนไพรนี้ในขนาดสูงๆในสัตว์ทดลอง คือขนาด 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมมีผลลด
จำนวนเม็ดเลือดแดงลงอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของบิลิรูบินเป็นสัดส่วนแปรผันตรงกับการเพิ่มขึ้นของ
ขนาดยาที่ให้ และเมื่อให้ยาในขนาด 500 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมมีผลทำให้เพิ่มระดับกรดยูริคเพิ่มขึ้น
จากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ในหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรนี้เนื่องจากมีรายงานเพิ่มการ
บีบตัวของท่อนำไข่

บทนำ

สมุนไพรหนานเฉาเหว่ย มีการกล่าวถึงในข้อมูลออนไลน์กันมากเพื่อเผยแพร่ประโยชน์ทางยา โดย “หนานเฉาเหว่ย” หรือ “หนานเฝยเฉ่า” (Nan fui chao) , หนานเฟยซู่, ป่าเฮ่อหมอง(ป่าช้าเหงา) Gymnanthemum extensum หรือ Vernonia amygdalina เป็นพืชวงศ์ทานตะวัน (Compositae) เป็นไม้ยืนต้น สูง 6-8 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี ปลายแหลม โคนป้านหรือเกือบมน ใบอ่อนและใบแก่มีรสขมจัด ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกเป็นสีขาว ข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไปกล่าวว่าเป็นสมุนไพรที่มีที่มาจากประเทศจีนแต่ไม่ทราบว่าเข้ามาได้อย่างไร มีการเพาะปลูกเพื่อจำหน่ายและระบุสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ ไว้มาก เมื่อทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับลักษณะของพืชที่มีชื่อว่า Gymnanthemum extensum หรือ Vernonia extensa นั้นพบว่า เป็นพืชที่กำเนิดในประเทศไทย และมีการใช้ในประเทศจีนด้วย แต่ลักษณะต้นและดอกไม่เหมือนกับหนานเฉาเหว่ยที่สนับสนุนให้มีการใช้ และสำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ของหนานเฉาเหว่ยที่ระบุว่าเป็น Vernonia amygdalina นั้นสอดคล้องกับพืชสมุนไพรดั้งเดิมของแอฟริกาที่มีการใช้มาแพร่หลายและยาวนาน คือ bitter leave ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่ตรงกันคือดอกช่อสีขาวมีกลิ่นหอม ใบไม่มีขน มีรสขม เพาะปลูกง่ายโดยการปักชำ

การศึกษาวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับ Vernonia amygdalina มีเป็นจำนวนมากที่สุดในพืชสกุล Vernonia การศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยที่มีการรายงานมาแล้วจากพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vernonia amygdalina มาพิจารณาเพื่อการใช้ประโยชน์หนานเฉาเหว่ยได้อย่างถูกต้องและมีความระมัดระวังไม่ให้เกิดผลที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้จึงมีความจำเป็นต่อบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนที่สนใจนำสมุนไพรนี้มาใช้

ประโยชน์ทางยา

การศึกษาประโยชน์ทางยาของพืชนี้ เกิดจากนักวิจัยได้สังเกตุพฤติกรรมของลิงชิมแปนซีที่เก็บพืชชนิดนี้กินเมื่อมีอาการเจ็บป่วยจากพยาธิที่ก่อให้เกิดอาการท้องผูก หรือท้องเสีย ทำให้มีเรี่ยวแรง และมีความอยากอาหารมากขึ้น นอกจากนี้มีรายงานวิจัยด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านที่รายงานการใช้พืชนี้ในประเทศแถบแอฟริกากันมากทั้งในรูปสมุนไพรเดี่ยวและตำรับยาสมุนไพร

การใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์พื้นบ้านของ Vernonia amygdalina

การศกึษาวจิยัฤทธทิ์างชีวภาพเพื่อสนับสนุนประโยชน์ทางยา มีงานวิจัยตีพิมพ์จำนวนมาก การศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่

  • การศึกษาฤทธิ์ต้านมาลาเรีย โดยให้หนูทดลองติดเชื้อ Plasmodial berghei แล้วรักษาด้วยสมุนไพรนี้
    ในขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันติดต่อกัน 4 วัน มีผลลดจำนวนเชื้อลงได้ถึง 82.3% ส่วนการทำการ
    ทดลองทางคลินิก มีผลลดเชื้อมาลาเรียในกระแสเลือดได้เพียง 32% เมื่อให้ยาในปริมาณ 500 มก./กก./วัน
  • ฤทธิใ์นการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีผลการทดลองต่างกันไปตามประเภทของสารสกัดเช่น สารสกัดเมทธานอลมีผลยับยั้งแบคทีเรีย ทั้งแกรมบวกและแกรมลบ เช่น Bacillus cereus, Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Klebsella pneumoniae, Pseudomonas aeruginosa, Proteus vulgaris, Shigella
    dysentaria และ Escherichia coli เพื่อยืนยันการใช้เป็นสมุนไพรทำความสะอาดช่องปากโดยการเคี้ยว ได้มีการทดสอบฤทธิฆ่าเชื้อแบคทีเรียแอนแอโรบิคในช่องปากได้แก่ Bacteroides gingivalis, B. asaccharolyticus, B.melaninogenicusและ B. oralis ของการสกัดเย็นด้วยน ้าจากเปลือกและลำต้นพบว่าได้ผลดี
  • ฤทธิ์ในการถ่ายพยาธิ สารสกัดเมทธานอลของพืชนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งต่อ Trichomonas vaginalis,
    Leishmania aethiopica, สารสกดัเอทานอลออกฤทธยับยั้งต่อ Stronggyloides papilliosus สารสกัดน้ำมีผลลดจำนวนไข่ของพยาธิไส้เดือน (Toxocara canis) และพยาธิปากขอ (Ancylosma caninum)
    ฤทธิ์ถ่ายพยาธิมาจากสารที่เป็นองค์ประกอบหลักคือ Vernodalin and Vernonioside b1 สารสกัดจากใบ ลำต้น รากและเปลือกรากมีผลต่อ Hymenolepis diminuta ภายใน 24 ชั่วโมง สารสกัดเมทธานอลในขนาด 6 มก/มล. มีผลฆ่าพยาธิไส้เดือน 50% หลังจาก 12 ชั่วโมง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็งและความเป็นพิษต่อเซลล์ พบฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆ เช่น MCF-7
    (เซลล์มะเร็งเต้านม) ของสารสกัดน้ำ สารสกัดปิโตรเลียมอีเธอร์และเอทธิลอะซีเตทมีผลต่อเซลล์มะเร็งตับ
    (HepG2) และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (ECV-304) สารสกัดคลอโรฟอร์มและสารสกัดเมทธานอลมีผลต่อ
    เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (THP-1)
  • ฤทธิ์ต้านการเจริญพันธุ์ สารสกดัเอทธานอลของใบมีผลเพิ่มการบีบตัวของท่อนำไข่ และยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนในความเข้มข้น 1.54 ก./กก.
  • ฤทธิ์ยับยั้งการจับตัวของลิ่มเลือด สารสกัดเมทธานอลความเข้มข้น100 และ 200 มก./กก. มีผลยับยั้ง
    การจับตัวเป็นลิ่มเลือดในหนูทดลองได้ 40 และ 50 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ผู้วิจัยคาดว่าการออกฤทธิ์ เกิดจากผล
    การยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบเมื่อหนูทดลองถูกเหนี่ยวนำใหเ้กิดการอักเสบของอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน สารสกัดเอทธานอลในขนาด 25-100 ไมโครกรัม/มล. จะยับยั้งการ
    ทำงานของพอลิมอร์ไฟนิวเคลียร์และโมโนนิวเคลียร์เซลล์โดยไม่ทำให้เซลล์ตาย
  • ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น สารสกัดในชั้นเอทธานอลในความเข้มข้น 250 ไมโครกรัม/กก. มีผลต้านออกซิเดชั่นเมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH การสกัดด้วยเอทธานอลจะให้ผลดีกว่าการสกัดด้วยน้ำเย็นและน้ำร้อน ตามลำดับและสารสกัดเมทธานอลให้ผลดีกว่าสารสกัดด้วยน้ำและอะซีโตนตามลำดับ
  • ฤทธิ์ในการปกป้องตับ การให้สัตว์ทดลองกินสารสกัดน้ำพบว่ามีผลลดเอนไซม์แอสพาเตทอะมิโนทรานสเฟอเรส (AST) อะลานีนทรานสมิเนส (ALT) และอัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (ALP) และเอนไซม์อื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้การทำงานของตับ การให้สารสกัดเมทธานอลกับหนูก็มีผลในการลดเอนไซม์ดังกล่าวและช่วยทำให้ตับไม่ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระโดยดูจากค่าโปรตีนและกลูต้าไธโอนของหนูที่ได้รับรังสีแกมม่า มีระดับเพิ่มขึ้น
  • ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานฤทธฺ์ลดน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน โดยใช้
    สารสกัดเอทธานอลขนาด 400 มก./กก. ให้ทางปากเป็นเวลา 28 วัน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดลงได้ถึง 32.1%
    กลไกการยับยั้งเบาหวานเกิดจากการยับยั้งเอนไซม์ hepatic G6Pase ทำให้เกิดการแสดงออกของและการ
    เปลี่ยนที่ของ GLUT4 ในกล้ามเนื้อลาย และการเพิ่มระดับของอินสุลินในตับและในพลาสจากผลต่อการปกป้อง
    เซลล์เบต้าในตับอ่อน โดยคาดว่าสารกลุ่ม polyphenol ที่มีปริมาณมากในสารสกดัเอทธานอลเป็นตัวออกฤทธิ์

ความปลอดภัย

รายงานการสำรวจการใช้พืชนี้ทางพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของเอธิโอเปียพบว่าร้อยละ 84.6 ของหมอพื้นบ้านรายงานว่าไม่มีผลข้างเคียงในการใช้สมุนไพรนี้ ส่วนร้อยละ 15.4 ระบุว่าทำให้เกิดการคลื่นไส้และตัวร้อน การทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูขาวกินผงของใบพืชนี้ในขนาด 75% โดยน้ำหนักของอาหารที่ได้รับต่อเนื่อง 65 วันไม่พบความผิดปรกติของตับและไต สารสกัดเมทธานอลเมื่อให้กับหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเบาหวานเป็นเวลา 4 สัปดาห์ไม่ทำให้เกิดความผิดปรกติของอวัยวะภายในหนูทดลองเช่นกัน

การทดลองของ Njan et al. 2008 ในหนูดลองพบว่ามีการลดลงของเม็ดเลือดแดงอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) จากกลุ่มควบคุมเมื่อให้สารสกัดน้ำของพืชนี้นี้ในขนาด 2000 มก./กก./วันต่อเนื่องกัน 14 วัน และมีการเพิ่มขึ้นของบิริรูบินในปริมาณที่แปรผันตรงกับขนาดของยา และเมื่อให้ตัวยาในขนาด 500 และ 1000 มก./กก. จะพบการเพิ่มขึ้นของกรดยูริค สารสกัดด้วยน้ำปริมาณ 10 และ 100 มก./กก. เมื่อฉีดให้หนูตะเภาพบการบีบตัวของท่อนำไข่ และต่อมน้ำนม ซึ่งผู้วิจัยว่าผลการทดลองนี้สนับสนุนการใช้เพื่อช่วยในการคลอดและขับน้ำนม แต่ถ้ายังอยู่ในระยะ
ตั้งครรภ์ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้เนื่องจากมีสาเหตุทำให้แท้งได้